อิทธิพลศิลปะพม่า ในอาณาจักรล้านนา
ภาพประกอบ (ไม้แกะ ลงสีฝุ่นเป็น รูปเทวดา ศิลปะพม่า ได้มาจาก วัดที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน)
อาณาจักรล้านนา สมัยราชวงศ์มังราย ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2101 เป็นต้นมา บางช่วงก็เป็นอิสระ บางช่วงก็ขึ้นกับ กรุงศรีอยุธยา นับเป็นเวลาที่ประชาชนพลเมือง ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนนานาประการอันเกิดจากการกดขี่ข่มเหงของ พม่า ซึ่งมี โป่อภัยคามินี แม่ทัพ ปกครอง เมืองเชียงใหม่ ขณะนั้น เจ้าฟ้าชายแก้ว บิดาของ เจ้ากาวิละ เป็นเจ้าเมืองลำปางใน ฐานะเมืองขึ้นของพม่า เจ้ากาวิละ และ เจ้าดวงทิพ น้องชายถูกพม่าใช้ให้ยกกองทัพไปตีเมืองเวียง จันทน์ได้พร้อมกับนำธิดาเจ้า เมืองเวียงจันทน์ ชื่อ นางสามผิว ไปถวายพระเจ้าอังวะ นับแต่นั้นมา เมืองลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน หัว เมืองล้านนา ทั้งหมดจึงตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของ พม่า อยู่ระยะหนึ่ง
ปี พ.ศ. 2312 โป่อภัยคามินี ถึงแก่กรรม พระเจ้าอังวะ แต่งตั้ง โป่มะยุง่วน มาครองเมือง เชียงใหม่เนื่องจากชอบใช้ผ้าขาวโพกหัวชาวเมืองจึงเรียก โป่หัวขาว พ.ศ. 2313 พม่าพยายาม อย่างยิ่งที่จะให้ชาว ล้านนา ตกเป็นทาสของพม่าทั้งด้านวัฒนธรรมด้วย จึงมีประกาศให้บรรดาหัว เมืองขึ้นล้านนา ให้ผู้ชายสักขาดำ (ตามความเชื่อว่า ข่าม หรือเหนียวในทรรศนะของชาวเงี้ยว และ ชาวม่านโบราณ ) แล้วให้ผู้หญิงขวากหู ใส่ม้วนลาน ตามแบบ ลัทธิธรรมเนียมพม่า ในยุคนั้นพม่ากำลังเรืองอำนาจ เพราะสามารถรบชนะ กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2310 ความเสียหายของ กรุงศรีอยุธยา ครั้งนั้นมากมาย จนเมื่อพระเจ้าตากสินกู้อิสรภาพคืนแล้วจะ บูรณะก็เหลือกำลังจึงย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่ กรุงธนบุรี แม่ทัพสำคัญของพม่าที่ตีกรุงศรีอยุธยา คือ โป่เจียก หรือ โป่สุพลา ต่อมาได้ปกครองเมืองเชียงใหม่

ภาพประกอบ (ไม้แกะ ลงสีฝุ่นเป็น รูปเทวดา ศิลปะพม่า ได้มาจาก วัดที่ จังหวัด แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันของเลียนแบบมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ให้สังเกตุธรรมชาติความเก่า และความมันวาวเล่นแสง ความเก่าซีดของกระจกที่นำมาประดับ)
เมื่อ พระเจ้ากรุงธนบุรี กำจัดอำนาจของพม่าให้หมดไปจาก แผ่นดินไทย จึงได้รับความร่วม มือจากผู้นำ ชาวไทย เป็นอย่างดีดังเช่น เจ้ากาวิละ กับน้องชายทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เมืองนคร ลำปางทำกลอุบายให้พม่าเชื่อว่า คนไทยสวามิภักดิ์ต่อ พม่า แต่พม่าก็ไม่หลงเชื่อกลับจับตัว เจ้าฟ้าชาย แก้ว ผู้บิดาของ เจ้ากาวิละ และ น้องทั้งหกพันธนาการ และจำคุกไว้ หากปรากฏแน่ชัดว่า เจ้ากาวิ ละและน้องทั้งหกคิดทรยศก็จะประหารชีวิตเจ้าฟ้าชายแก้วเสีย กองทัพของเจ้ากาวิละพร้อมกับ กองทัพของพระเจ้าธนบุรี โดยการประสานความร่วมมือกับนายน้อยวิฑูรย์กับน้อยสมพมิตรชาว เชียงใหม่ ซึ่งอยู่กับพม่าเปิดประตูเมืองเชียงใหม่ให้กองทัพไทยเข้าตีเมืองเชียงใหม่ได้จากพม่า สำเร็จ เมื่อวันอาทิตย์ เพ็ญเดือน 5 เหนือ (เดือน 3 ใต้) ปีมะเมีย ฉศก ปี พ.ศ 2317 (จ.ศ.1136) ขณะนั้นเจ้ากาวิละอายุได้เพียง 32 พระชันษา
ครั้งนั้นเมื่อ เจ้ากาวิละ สามารถขับไล่กำลังพม่าออกจาก เมืองเชียงแสน ได้ไพร่พลมาถวายกษัตริย์ แต่ในปี พ.ศ. 2325 มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน คือ เจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษก เป็นปฐม กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระเจ้าอยู่หัวทรงถือเป็นความชอบที่เจ้ากาวิละนำข้าวของและไพร่พล ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้ากาวิละซึ่งขณะนั้นอายุได้ 40 ปี เป็นพระยามัง ราวชิรปราการกำแพงแก้ว ครองเมืองเชียงใหม่ และในยุคนี้เรียกว่า ยุค “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่ เมือง” คือ ไปชักชวนหรือตีเมืองเล็กเมืองน้อยได้ก็นำไพร่พลเมืองมารวมกันที่เวียงป่าซางและ แบ่งผู้ คนไปไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่เมืองร้าง เช่น ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ในยุคนี้ตีได้ดินแดนกว้างไกล ไปถึงลุ่มแม่น้ำสาละวินและสิบสองปันนา โดยเฉพาะที่เคยเป็น “เขตน้ำหนังดินมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ”
ศิลปะ ของ พระพุทธรูป ล้านนา จึงมักแฝงกลิ่นอายของ วัฒนธรรม และได้รับ อิทธิพล ของ ศิลปะพม่า นับแต่ในสมัยนั้นเป็นต้นมา

ภาพประกอบ ( ไม้แกะ ลงสีฝุ่นเป็นรูปเทวดาศิลปพม่า ได้มาจาก วัดที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันของเลียนแบบมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ให้สังเกตุธรรมชาติความเก่า และความมันวาวเล่นแสง ความเก่าซีดของกระจก และสีฝุ่นถ้าเก่าจริงสีจะมีความหมองที่ลึก มิใช่หมองแต่เพียงภายนอก และฝุ่นที่เกาะอยู่ ภายในซอกลึกควรเป็นฝุ่นละเอียด สีเทาเข้ม อันเป็นฝุ่นที่เกิดจากการทิ้งของไว้นานหรือที่เรียกว่าฝุ่นหิ้งนั่นเอง )
พระเจ้าบุเรงนองกรีธาทัพเข้ายึดเชียงใหม่ไว้ในอำนาจแล้ว เมืองเชียงใหม่จึงตกเป็นเมืองประเทศราชต้องส่งเครื่องราช บรรณาการแก่พม่าทุกปี ได้แก่ ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ส่วยที่พม่าต้องการ ตลอดจนส่งเสบียงอาหารให้ กองทัพพม่า ในยามที่พม่ากระทำสงครามกับ เมืองอื่นและเพื่อแสดงความอ่อนน้อมภักดี เจ้าผู้ครองนคร จะต้องเดินทางไปแสดงความภักดีต่อกษัตริย์พม่าทุกปีอีกด้วย
พระเจ้าบุเรงนอง ยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิ ปกครอง เมืองเชียงใหม่ ต่อไป แต่ไม่มีอิสระในการปกครอง เพราะพม่าได้ส่งแม่ ทัพเข้ามาดูแลควบคุมการปกครองด้วย พระเจ้าเมกุฏิ พยายามแข็งขืน ต่อต้านเพื่ออิสรภาพแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกพระเจ้าบุเรงนองยก กองทัพมาปราบปรามอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2107 ในครั้งนี้พระเจ้าบุเรงนองให้ถอดพระเจ้าเมกุฏิออกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เสีย แล้วให้นางพญาราชเทวี หรือ พระนางวิสุทธิเทวี มาปกครองแทน และนับตั้งแต่นั้นมา เมืองเชียงใหม่ก็ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่ามาเป็นเวลานาน กว่า 200 ปี
ในช่วงแห่งการอยู่ใต้การปกครองของพม่ากว่า 200 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2107 ในสมัยของ พระนางวิสุทธิเทวี (พ.ศ.2107- 2121) จนกระทั่งถึง พ.ศ.2317 พม่าได้แต่งตั้งเจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่ สืบต่อจากพระนางวิสุทธิเทวีอีก 17 องค์ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนเป็นโอรสหรือ ขุนนางพม่า ทั้งสิ้น เพื่อมิให้เชียงใหม่คิดต่อต้านแข็งเมือง อีกทั้งยังใช้เป็นฐานกำลังเพื่อการแผ่ขยายอำนาจ และปราบปรามอาณาจักรล้านช้าง ด้วย ขุนนางเมืองเชียงใหม่จ ะมีหน้าที่คอยประสานความเข้าใจในการปกครองกับราษฏรในทุกด้าน เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อเก็บไว้เป็นเสบียง อาหาร ตลอดจนการเกณฑ์ราษฏรไปร่วมรบในสงคราม โดยพม่าจะเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ แก่ครอบครัวของราษฏรที่ไปรบ เป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตามชาว เมืองเชียงใหม่ ก็มิได้มีความสุข ในการอยู่ใต้ การปกครองของพม่า ทุกคนต้องการอิสรภาพและพยายามต่อต้าน แข็งข้ออยู่เสมอ พม่าต้องคอยส่งกำลังเข้ามาปราบปรามเป็นระยะและกวาดต้อนผู้คน ทรัพย์สินไปพม่าเป็นจำนวนมากเชียงใหม่จึงอ่อนแอ ไร้กำลัง ต่อต้านและตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงเมืองสำหรับชุมนุมไพร่พลพม่า และแหล่งเสบียงอาหารสำหรับเตรียมพร้อมในการทำสงครามกับกรุงศรีอยุทธยา เท่านั้น
ความพยามยาม ลิดรอนอำนาจ ขุนนาง และ กำลังทหาร เมืองเชียงใหม่ ของพม่า ทำให้มักเกิดความขัดแข้งระหว่างกันเสมอ บางครั้งถึงกับเกิดการจราจลลุกลามเป็นศึกกลางเมืองขึ้นใน พ.ศ.2314 ขุนนางเมืองเชียงใหม่ นำโดย พญาจ่าบ้าน และ พญากาวิละ ก่อศึกกับ โปมะยุง่วน ของพม่า แต่สู้กำลังของ โปมะยุง่วน ไม่ได้ จึงขอความช่วยเหลือไปยัง กรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้น พระเจ้าตาก ได้นำกองทัพขึ้นมาช่วย เหลือสมทบกับ พญากาวิละ เข้าตี เมืองเชียงใหม่ ขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ.2317 เมืองเชียงใหม่จึงพ้นจากอำนาจของพม่าโดยสิ้นเชิง
แล้ว พระเจ้าตาก ก็โปรดให้พญาจ่าบ้านขึ้นครอง นครเชียงใหม่ สืบไป โดยได้พระนามว่า พระยาวชิรปราการ เมืองเชียงใหม่ จึงเป็นอิสรภาพและเป็นการสิ้นสุดยุคใต้การปกครองของพม่าแต่เพียงเท่านี้
ดูรายละเอียด
จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR