บทความสาระดีๆ จากเจ้าของร้านค้า weloveshopping.com ขายของออนไลน์

บ้านไทยประยุกต์

Posted by admin | 1 | Wednesday 2 December 2009 9:36 pm
Tags

ประยุกต์บ้านไทย : ชีวิตสังคมและความเป็นไปของบ้านเรา ( ประเทศไทย ) ในขณะนี้ดูเหมือนจะเข้าสู่ยุคการผสมผสานอย่างชัดเจน เป็นต้นว่าดารานางแบบลูกครึ่งก็มาแรงด้วยครบสมบูรณ์แบบของกายวิภาค ภาคการเกษตรก็มีการตัดต่อพันธุกรรม ภาคการออกแบบก็อยู่ในยุคร่วมสมัย ( Contemporary ) ภาคการเมืองก็อยู่ในยุคผสมพันธุ์ ( ระหว่างเงิน + อำนาจ + อิทธิพล )


หันมาดูเรื่องความเป็นอยู่ อาคารบ้านเรือนแบบไทยๆ แท้ของเรา ณ เวลานี้ เดินทางเข้าสู่ยุคแห่งความผสมผสาน แทบจะทำบ้านไทย เรือนไทย อยุธยาแท้ๆ สักหลังยากเต็มที

      ในความเห็นส่วนตัวแล้วผมเห็นว่ามีทั้งข้อดีและข้อด้อย เป็นต้นว่าบ้านไทยแบบเดิมอาจมีข้อด้อยในเรื่องการใช้งานแต่นำหน้า เรื่องความงาม ส่วนบ้านสมัยใหม่ก็เน้นพื้นที่ใช้สอยเต็มที่ บางทีก็ละเลยเรื่องความสวยงาม


บ้านไทยแบบประยุกต์ที่เห็นในปัจจุบันส่วนมากจะมีวิธีผสมผสาน 2 แบบ คือ
1.ประยุกต์แบบ ตัดต่อ เช่น ชั้นบนไทยชั้นล่างปูน หรืออาคารก่ออิฐถือปูน หลังคาจั่วไทย เป็นต้น
2.ประยุกต์แบบ เชื่อมโยง เช่น อาคารก่ออิฐ ถือปูน แต่มีคิ้วบัวย่อมุมตามแบบไทย หรือนำเอาบานหน้าต่างยกแผงจากบ้านไทยมาใช้เลย หรือบางทีก็ละเมียดขนาดที่ว่าดึงเอาเพียงรูปร่าง รูปทรง สี ที่ว่างบางประการจาก บ้านไทยโบราณ มาออกแบบใหม่ อันนี้เรียกว่าระดับเซียน


อย่างไรก็ดี การทำ บ้านไทยประยุกต์ ก็มีวัตถุประสงค์เพื่อการอยู่อาศัยที่สุขสบาย สะดวก เป็นประเด็นหลัก ขึ้นอยู่กับกลวิธีของการประยุกต์ว่าเรามีความเข้าใจ ความละเอียดอ่อน ในการเชื่อมโยงมากน้อยเพียงใด สิ่งที่ปรากฏก็จะแสดงตัวตนและรากเหง้าทาง ภูมิปัญญาไทย ของเราเอง


ที่มา นิตยสาร ไลฟ์แอนด์โฮม ฉบับที่  155


ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

ความหมายของ” หัตถกรรม “

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 10:56 pm
Tags

ความหมายของ ” หัตถกรรม “


           หัตถกรรม ตามพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2493 ให้ความหมายร่วมกับคำ หัตถการ หัตถกิจ ว่า “ การทำด้วยฝีมือ การช่าง ” แต่ฉบับปรับปรุง พ.ศ.2525 ได้แยกคำหัตถกรรมออกมาและให้ความหมายว่า ” การทำในโรงงานอุตสาหกรรม ” ซึ่งเป็นความหมายที่กว้างขึ้น คณะกรรมการส่งเสริมและพัฒนาหัตถกรรมไทย กระทรวงอุตสาหกรรม ให้ความหมายของ สินค้าหัตถกรรม ดังนี้

              สินค้าหัตถกรรม  หมายถึง สิ่งที่ต้องใช้ฝีมือในการประดิษฐ์และมีความงามด้านศิลปะและมีความงามด้านศิลปะแฝงอยู่ โดยอาจจะใช้เครื่องจักร เครื่องมือ เครื่องทุ่นแรง ช่วยในการผลิตด้วยก็ได้

              กำเนิดของหัตถกรรม

              ย้อนรอยอดีตถึงยุคต้นกำเนิดของมนุษย์ เมื่อแรกที่มนุษย์อุบัติขึ้นในโลกนั้นก็เหมือนกับสัตว์มีชีวิตอื่นๆ คือมาพร้อมกับธรรมชาติ ไม่มีสิ่งของใดติดตัวมา แต่เนื่องจากมนุษย์มีสติปัญญาเฉลียวฉลาดกว่าสัตว์ ความพยายามที่จะรักษาชีวิตให้อยู่รอด เป็นผลให้มนุษย์คิดประดิษฐ์เครื่องมือเครื่องใช้ขึ้นมา เพื่อสนองความจำเป็นขั้นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตประจำวัน โดยอาศัยแรงงานจากมือและร่างกายของตน มาดัดแปลงวัตถุดิบที่มีอยู่ในธรรมชาติใกล้ตัว เพื่อให้มีรูปร่างประโยชน์ใช้ส้อยได้เหมาะสมจึงเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างงานหัตถกรรมเพื่อชีวิต

             กาลเวลาผ่านไป เมื่อมนุษย์เจริญขึ้น อยู่ร่วมกันเป็นสังคมใหญ่ รู้จักปลูกพืชและสะสมอาหาร ไม่ต้องกังวลกับการแสวงหาอาหารทุกวัน ทำให้มีเวลาว่างพอที่จะคิดสร้างสรรค์งานอื่นๆ รุ้จักแบ่งงานตามความถนัด จึงเกิดมืออาชีพต่างๆขึ้น งานหัตถกรรมจึงเป็นอาชีพหนึ่งของกลลุ่มผู้มีฝีมือในการประดิษฐ์ สิ่งของเครื่องใช้จากวัตถุดิบในธรรมชาติ เมื่อมีการผลิตซ้ำๆ กันมากจนเกิดความชำนาญ และถ่ายทอดจากคนรุ่นหนึ่งไปยังอีกรุ่นหนึ่งได้พัฒนาหัตถกรรมให้มีประโยชน์ใช้ส้อยดีขึ้นเรื่อยๆ และเรียนรู้ถึงคุณสมบัติของวัตถุดิบ รู้จักเลือกสรรวัตถุดิบให้เหมาะสมกับผลิตภัณฑ์หัตถกรรมแต่ละประเภท และการใช้เทคโนโลยีที่คิดค้นขึ้นตามความก้าวหน้าของยุคสมัยนั้นๆมาพัฒนา กระบวนการผลิตหัตถกรรม ให้มีคุณภาพได้มาตรฐาน ตลอดจนการปรุงแต่งความงามของศิลปะในงานหัตถกรรม เพื่อสนองความต้องการทางจิตใจและคตินิยม ความเชื่อ รวมทั้งประโยชน์ใช้สอยทางร่างกายให้สอดคล้องกัน

             งานหัตถกรรมจึงกลายเป็นศูนย์รวมของสหวิทยาการศาตร์ต่างๆ ที่มีคุณค่าทางศิลปะ วิทยาศาตร์ สังคม ศาสนา และวัฒนธรรม เป็นเอกลักษณ์ประจำชาติและสืบทอดเป็นมรดกแห่งความภาคภูมิใจของคนในชาติ
             


ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

ผลิตภัณฑ์ หัตถกรรมไทย ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 10:55 pm
Tags

ผลิตภัณฑ์ หัตถกรรมไทย ในยุคอดีตจนถึงปัจจุบัน

          ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยเป็นมรดกตกทอดที่มีคุณค่ายิ่ง มีประวัติอันยาวนานและสะท้อนให้เห็นถึง ” ภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย “ ที่ก่อกำเนิด ศิลปวัฒนธรรม ประเพณี ที่รุ่งเรื่องของชาติไทยในแต่ละยุคสมัยมีวิวัฒนาการตลอดมาโดยลำดับ ทั้งนี้เพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้ส้อยและสนองความต้องการของผู้บริโภค ผลิตภัณฑ์หัตถกรรมไทยจึงมีความสำคัญต่อเศรษฐกิจของประเทศ ช่วยสร้างรายได้ให้แก่ครอบครัว ราษฎรชนบท และมีส่วนสัมพันธ์อย่างใกล้ชิดกับความเป็นอยู่ของคนไทยในแต่ละท้องถิ่น และยังผลในการสร้างสรรทางศิลปะความสวยสดงดงามให้กับชีวิด

          ปัจจุบัน หัตถกรรมไทย มีรูปแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นลักษณะ” ศิลปะดั้งเดิม ” และที่พัฒนากรรมวิธ๊การผลิตและรูปแบบขึ้นใหม่ รวมแล้วมากกว่า 10 ประเภท เช่น เครื่องปั้นดินเผา เครื่องเงิน เครื่องโลหะ ผ้าไหม และ ผ้าฝ้ายทอมือ เครื่องจักสาน เครื่องหวาย เครื่องหนัง อัญมณีและเครื่องประดับ ดอกไม้ประดิษฐ์ และผลิตภัฒฑ์กระดาษ เป็นต้น

          

            

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

โคมไฟกะลามะพร้าวรูปทรงไก่แจ้

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 7:51 pm
Tags

“โคมไฟกะลามะพร้าวรูปทรงไก่แจ้”
++ ไอเดียแปลกใหม่ประยุกต์วิถีพื้นบ้าน

ถ้าจะกล่าวว่า “เทคนิคการเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์ นับเป็นกลยุทธ์สำคัญ ที่จะทำให้ผลิตภัณฑ์ในประเภทเดียวกัน ดูมีคุณค่าต่างกัน” เช่นนี้ คงไม่ผิดนัก ดังนั้น จึงไม่น่าแปลกใจที่เจ้าของผลิตภัณฑ์ทั้งหลาย จะหันมาให้ความสนใจกับการออกแบบ และตกแต่งผลงานของตน เพื่อเพิ่มค่าและสร้างเอกลักษณ์ให้กับผลิตภัณฑ์ของตนกันมากยิ่งขึ้น

และผลิตภัณฑ์โคมไฟกะลามะพร้าว ก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีผู้สนใจผลิตออกมาค่อนข้างมาก ส่งผลให้ผู้ผลิตต่างพยายามหาวิธีการเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์รูปแบบต่างๆ มาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการออกแบบให้ดูแปลกตา สวยเก๋ หรือการฉลุลาย และเคลือบผิวกะลามะพร้าวด้วยแล็กเกอร์ และล่าสุด นักศึกษาจากภาควิชาหัตถกรรม คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี ได้นำเสนอไอเดียอีกรูปแบบหนึ่ง เพื่อเพิ่มค่าผลิตภัณฑ์ โดยนำเรื่องราววิถีชีวิตของสัตว์เลี้ยง อย่าง ไก่แจ้, ไก่พื้นบ้าน ที่คนไทยนิยมเลี้ยงกันมานาน มาประยุกต์เป็นแนวคิดในการออกแบบ โคมไฟกะลามะพร้าวรูปทรงไก่แจ้ขึ้น

นางสาวชุวนัน บุญมีมาเจ้าของผลงาน “โคมไฟกะลามะพร้าวรูปทรงไก่แจ้” กล่าวถึงจุดเริ่มต้นของการทำผลงานชิ้นนี้ว่า ที่บ้านเป็นสวนผลไม้ อยู่ที่สมุทรปราการ ซึ่งสังเกตเห็นว่า มีลูกมะพร้าวตกอยู่ตามพื้นค่อนข้างมาก จึงเกิดไอเดียว่า น่าจะนำลูกมะพร้าวเหล่านั้น มาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์จากกะลามะพร้าว ประกอบกับเห็นกลุ่มชุมชนหลายกลุ่มตามจังหวัดต่างๆมีการประดิษฐ์โคมไฟกะลามะพร้าวออกมาค่อนข้างมาก แต่เมื่อสังเกตรูปแบบแล้ว จะคล้ายๆกัน คือ มีการออกแบบและตกแต่งกะลามะพร้าว ด้วยเทคนิคการฉลุลายเป็นส่วนใหญ่ จึงมีความคิดที่จะเพิ่มเติมรายละเอียด ให้กับการออกแบบโคมไฟกะลามะพร้าว ให้มีความน่าสนใจ สามารถบอกเล่าเรื่องราวต่างๆ ได้ ซึ่งถือเป็นไอเดียที่เพิ่มค่าผลิตภัณฑ์อีกทางหนึ่งด้วย

ดังนั้น นางสาวชุวนัน จึงได้นำวิถีชีวิตในแต่ละช่วงของไก่แจ้ ซึ่งเป็นไก่พื้นบ้านที่เรียกได้ว่า เป็นสัตว์เลี้ยงคู่กับวิถีชีวิตของชาวบ้านในต่างจังหวัดมาประยุกต์ เพื่อออกแบบโคมไฟกะลามะพร้าว นอกจากนี้ นางสาวชุวนัน ยังบอกด้วยว่า โคมไฟที่ทำออกมามี 3 ชิ้น ชิ้นที่ 1 เป็นโคมไฟประดับสื่อถึงวิถีชีวิตของแม่ไก่แจ้กำลังฟักไข่ ชิ้นที่ 2 เป็นโคมไฟประดับสื่อถึงวิถีชีวิตแม่ไก่แจ้กำลังเลี้ยงลูกเจี๊ยบ และชิ้นที่ 3 เป็นโคมไฟประดับสื่อถึงวิถีชีวิตของไก่แจ้เพศผู้ และเพศเมียที่ยืนขันในยามเช้า สำหรับวิธีการทำ เริ่มจากการเตรียมวัสดุ โดยกะลามะพร้าวที่เลือกใช้นั้น ควรเป็นกะลาที่ยังมีเนื้อติดอยู่ด้านใน เพราะเนื้อกะลาจะยังไม่เปราะ เวลาฉลุลายจะทำได้ง่าย ส่วนกะลาที่จะนำมาใช้ทำส่วนประกอบต่างๆ ของตัวไก่แจ้นั้น ให้ใช้กะลามะพร้าวกะทิที่เหลือใช้จากการทำขนมก็ได้ ส่วนฐานตอไม้เป็นส่วนที่เพิ่มเข้ามา ซึ่งได้แนวคิดการออกแบบมาจากการสังเกตวิถีชีวิตของไก่แจ้จริงๆ ที่ชอบไปยืนอยู่บนตอไม้

ต่อมาเป็นขั้นตอนการทำโคมไฟ ในรูปแบบที่ 1 “แม่ไก่แจ้กำลังฟักไข่” โดยเริ่มจากส่วนลำตัวไก่แจ้ นำกะลามะพร้าวมาขัดผิวให้เรียบ ฉลุและเจาะลายลงบนโคมไฟในส่วนลำตัว แล้วจึงทำส่วนหัว, ปีก และหางไก่ โดยวาดแบบลงบนกะลา เลื่อยตามแบบที่วาดไว้ และนำมาประกอบเป็นตัวไก่แจ้ ใส่หลอดไฟลงไปในส่วนลำตัวของไก่แจ้ แล้วเคลือบผิวด้วยแล็กเกอร์ชนิดเงา นอกจากนั้น ในส่วนของกะลารูปไข่ ก็ทำคล้ายๆ กัน โดยเริ่มจากนำกะลามะพร้าวมาขัดให้เรียบเป็นรูปไข่ แล้วใช้เทคนิคการฉลุลาย และเคลือบผิวด้วยแล็กเกอร์ชนิดเงา

จากนั้นเป็นส่วนของการออกแบบ และตกแต่งฐานตอไม้ ขั้นแรกให้ประกอบโป๊ะหลอดไฟเข้ากับฐานตอไม้ เคลือบผิวตอไม้ด้วยแชลแล็กย้อมสีไม้ แล้วตกแต่งด้วยเทคนิคการสาน และติดแผ่นทองเหลืองลงบนฐานตอไม้ สุดท้ายจึงประกอบโคมไฟรูปทรงไก่แจ้ เข้ากับฐานตอไม้ ส่วนโคมไฟอีก 2 รูปแบบ ก็ใช้วิธีการทำและเทคนิคคล้ายๆ กับโคมไฟในรูปแบบแรก

นอกจากนั้น นางสาวชุวนัน ยังฝากบอกมาว่า แนวคิดการออกแบบ โคมไฟรูปทรงไก่แจ้นี้ ไม่สงวนลิขสิทธิ์ อยากให้มีการนำไปพัฒนาต่อยอด เป็นการออกแบบที่หลากหลาย เพื่อเพิ่มค่าให้กับผลิตภัณฑ์นี้ต่อไป

 

ที่มา จากเว็ปไซต์ หนังสือพิมพ์ สยามรัฐ

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

ประวัติ อิทธิพลศิลปะพม่า ในอาณาจักรล้านนา

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 5:17 pm
Tags

อิทธิพลศิลปะพม่า ในอาณาจักรล้านนา

 

ภาพประกอบ (ไม้แกะ ลงสีฝุ่นเป็น รูปเทวดา ศิลปะพม่า ได้มาจาก วัดที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน)

อาณาจักรล้านนา สมัยราชวงศ์มังราย ตกอยู่ภายใต้การปกครองของพม่าตั้งแต่ พ.ศ. 2101 เป็นต้นมา บางช่วงก็เป็นอิสระ บางช่วงก็ขึ้นกับ กรุงศรีอยุธยา นับเป็นเวลาที่ประชาชนพลเมือง ต่างก็ได้รับความเดือดร้อนนานาประการอันเกิดจากการกดขี่ข่มเหงของ พม่า ซึ่งมี โป่อภัยคามินี แม่ทัพ ปกครอง เมืองเชียงใหม่ ขณะนั้น เจ้าฟ้าชายแก้ว บิดาของ เจ้ากาวิละ เป็นเจ้าเมืองลำปางใน ฐานะเมืองขึ้นของพม่า เจ้ากาวิละ และ เจ้าดวงทิพ น้องชายถูกพม่าใช้ให้ยกกองทัพไปตีเมืองเวียง จันทน์ได้พร้อมกับนำธิดาเจ้า เมืองเวียงจันทน์ ชื่อ นางสามผิว ไปถวายพระเจ้าอังวะ นับแต่นั้นมา เมืองลำปาง ลำพูน เชียงใหม่ เชียงราย เชียงแสน หัว เมืองล้านนา ทั้งหมดจึงตกอยู่ใต้อำนาจการปกครองของ พม่า อยู่ระยะหนึ่ง

ปี พ.ศ. 2312 โป่อภัยคามินี ถึงแก่กรรม พระเจ้าอังวะ แต่งตั้ง โป่มะยุง่วน มาครองเมือง เชียงใหม่เนื่องจากชอบใช้ผ้าขาวโพกหัวชาวเมืองจึงเรียก โป่หัวขาว พ.ศ. 2313 พม่าพยายาม อย่างยิ่งที่จะให้ชาว ล้านนา ตกเป็นทาสของพม่าทั้งด้านวัฒนธรรมด้วย จึงมีประกาศให้บรรดาหัว เมืองขึ้นล้านนา ให้ผู้ชายสักขาดำ (ตามความเชื่อว่า ข่าม หรือเหนียวในทรรศนะของชาวเงี้ยว และ ชาวม่านโบราณ ) แล้วให้ผู้หญิงขวากหู ใส่ม้วนลาน ตามแบบ ลัทธิธรรมเนียมพม่า ในยุคนั้นพม่ากำลังเรืองอำนาจ เพราะสามารถรบชนะ กรุงศรีอยุธยา เมื่อปี พ.ศ.2310 ความเสียหายของ กรุงศรีอยุธยา ครั้งนั้นมากมาย จนเมื่อพระเจ้าตากสินกู้อิสรภาพคืนแล้วจะ บูรณะก็เหลือกำลังจึงย้ายเมืองไปตั้งอยู่ที่ กรุงธนบุรี แม่ทัพสำคัญของพม่าที่ตีกรุงศรีอยุธยา คือ โป่เจียก หรือ โป่สุพลา ต่อมาได้ปกครองเมืองเชียงใหม่

ภาพประกอบ (ไม้แกะ ลงสีฝุ่นเป็น รูปเทวดา ศิลปะพม่า ได้มาจาก วัดที่ จังหวัด แม่ฮ่องสอน ปัจจุบันของเลียนแบบมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ให้สังเกตุธรรมชาติความเก่า และความมันวาวเล่นแสง ความเก่าซีดของกระจกที่นำมาประดับ)

เมื่อ พระเจ้ากรุงธนบุรี กำจัดอำนาจของพม่าให้หมดไปจาก แผ่นดินไทย จึงได้รับความร่วม มือจากผู้นำ ชาวไทย เป็นอย่างดีดังเช่น เจ้ากาวิละ กับน้องชายทั้งหมด ซึ่งขณะนั้นอยู่ที่เมืองนคร ลำปางทำกลอุบายให้พม่าเชื่อว่า คนไทยสวามิภักดิ์ต่อ พม่า แต่พม่าก็ไม่หลงเชื่อกลับจับตัว เจ้าฟ้าชาย แก้ว ผู้บิดาของ เจ้ากาวิละ และ น้องทั้งหกพันธนาการ และจำคุกไว้ หากปรากฏแน่ชัดว่า เจ้ากาวิ ละและน้องทั้งหกคิดทรยศก็จะประหารชีวิตเจ้าฟ้าชายแก้วเสีย กองทัพของเจ้ากาวิละพร้อมกับ กองทัพของพระเจ้าธนบุรี โดยการประสานความร่วมมือกับนายน้อยวิฑูรย์กับน้อยสมพมิตรชาว เชียงใหม่ ซึ่งอยู่กับพม่าเปิดประตูเมืองเชียงใหม่ให้กองทัพไทยเข้าตีเมืองเชียงใหม่ได้จากพม่า สำเร็จ เมื่อวันอาทิตย์ เพ็ญเดือน 5 เหนือ (เดือน 3 ใต้) ปีมะเมีย ฉศก ปี พ.ศ 2317 (จ.ศ.1136) ขณะนั้นเจ้ากาวิละอายุได้เพียง 32 พระชันษา

ครั้งนั้นเมื่อ เจ้ากาวิละ สามารถขับไล่กำลังพม่าออกจาก เมืองเชียงแสน ได้ไพร่พลมาถวายกษัตริย์ แต่ในปี พ.ศ. 2325 มีการผลัดเปลี่ยนแผ่นดิน คือ เจ้าพระยาจักรีได้ปราบดาภิเษก เป็นปฐม กษัตริย์แห่งราชวงศ์จักรี พระเจ้าอยู่หัวทรงถือเป็นความชอบที่เจ้ากาวิละนำข้าวของและไพร่พล ถวาย จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเจ้ากาวิละซึ่งขณะนั้นอายุได้ 40 ปี เป็นพระยามัง ราวชิรปราการกำแพงแก้ว ครองเมืองเชียงใหม่ และในยุคนี้เรียกว่า ยุค “เก็บผักใส่ซ้าเก็บข้าใส่ เมือง” คือ ไปชักชวนหรือตีเมืองเล็กเมืองน้อยได้ก็นำไพร่พลเมืองมารวมกันที่เวียงป่าซางและ แบ่งผู้ คนไปไว้ตามที่ต่าง ๆ ที่เมืองร้าง เช่น ลำปาง ลำพูน และเชียงใหม่ ในยุคนี้ตีได้ดินแดนกว้างไกล ไปถึงลุ่มแม่น้ำสาละวินและสิบสองปันนา โดยเฉพาะที่เคยเป็น “เขตน้ำหนังดินมาตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ”

ศิลปะ ของ พระพุทธรูป ล้านนา จึงมักแฝงกลิ่นอายของ วัฒนธรรม และได้รับ อิทธิพล ของ ศิลปะพม่า นับแต่ในสมัยนั้นเป็นต้นมา

ภาพประกอบ ( ไม้แกะ ลงสีฝุ่นเป็นรูปเทวดาศิลปพม่า ได้มาจาก วัดที่ จังหวัดแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันของเลียนแบบมีให้เห็นเป็นจำนวนมาก ให้สังเกตุธรรมชาติความเก่า และความมันวาวเล่นแสง ความเก่าซีดของกระจก และสีฝุ่นถ้าเก่าจริงสีจะมีความหมองที่ลึก มิใช่หมองแต่เพียงภายนอก และฝุ่นที่เกาะอยู่ ภายในซอกลึกควรเป็นฝุ่นละเอียด สีเทาเข้ม อันเป็นฝุ่นที่เกิดจากการทิ้งของไว้นานหรือที่เรียกว่าฝุ่นหิ้งนั่นเอง )

พระเจ้าบุเรงนองกรีธาทัพเข้ายึดเชียงใหม่ไว้ในอำนาจแล้ว เมืองเชียงใหม่จึงตกเป็นเมืองประเทศราชต้องส่งเครื่องราช บรรณาการแก่พม่าทุกปี ได้แก่ ต้นไม้เงิน ต้นไม้ทอง ส่วยที่พม่าต้องการ ตลอดจนส่งเสบียงอาหารให้ กองทัพพม่า ในยามที่พม่ากระทำสงครามกับ เมืองอื่นและเพื่อแสดงความอ่อนน้อมภักดี เจ้าผู้ครองนคร จะต้องเดินทางไปแสดงความภักดีต่อกษัตริย์พม่าทุกปีอีกด้วย

พระเจ้าบุเรงนอง ยังคงให้พระเจ้าเมกุฏิ ปกครอง เมืองเชียงใหม่ ต่อไป แต่ไม่มีอิสระในการปกครอง เพราะพม่าได้ส่งแม่ ทัพเข้ามาดูแลควบคุมการปกครองด้วย พระเจ้าเมกุฏิ พยายามแข็งขืน ต่อต้านเพื่ออิสรภาพแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จ เพราะถูกพระเจ้าบุเรงนองยก กองทัพมาปราบปรามอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2107 ในครั้งนี้พระเจ้าบุเรงนองให้ถอดพระเจ้าเมกุฏิออกจากตำแหน่งเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่เสีย แล้วให้นางพญาราชเทวี หรือ พระนางวิสุทธิเทวี มาปกครองแทน และนับตั้งแต่นั้นมา เมืองเชียงใหม่ก็ตกอยู่ใต้การปกครองของพม่ามาเป็นเวลานาน กว่า 200 ปี

ในช่วงแห่งการอยู่ใต้การปกครองของพม่ากว่า 200 ปี นับตั้งแต่ พ.ศ.2107 ในสมัยของ พระนางวิสุทธิเทวี (พ.ศ.2107- 2121) จนกระทั่งถึง พ.ศ.2317 พม่าได้แต่งตั้งเจ้าผู้ครอง นครเชียงใหม่ สืบต่อจากพระนางวิสุทธิเทวีอีก 17 องค์ ซึ่งแต่ละองค์ล้วนเป็นโอรสหรือ ขุนนางพม่า ทั้งสิ้น เพื่อมิให้เชียงใหม่คิดต่อต้านแข็งเมือง อีกทั้งยังใช้เป็นฐานกำลังเพื่อการแผ่ขยายอำนาจ และปราบปรามอาณาจักรล้านช้าง ด้วย ขุนนางเมืองเชียงใหม่จ ะมีหน้าที่คอยประสานความเข้าใจในการปกครองกับราษฏรในทุกด้าน เช่น การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ เพื่อเก็บไว้เป็นเสบียง อาหาร ตลอดจนการเกณฑ์ราษฏรไปร่วมรบในสงคราม โดยพม่าจะเป็นผู้ดูแลเอาใจใส่ในเรื่องสวัสดิการต่าง ๆ แก่ครอบครัวของราษฏรที่ไปรบ เป็นอย่างดี

อย่างไรก็ตามชาว เมืองเชียงใหม่ ก็มิได้มีความสุข ในการอยู่ใต้ การปกครองของพม่า ทุกคนต้องการอิสรภาพและพยายามต่อต้าน แข็งข้ออยู่เสมอ พม่าต้องคอยส่งกำลังเข้ามาปราบปรามเป็นระยะและกวาดต้อนผู้คน ทรัพย์สินไปพม่าเป็นจำนวนมากเชียงใหม่จึงอ่อนแอ ไร้กำลัง ต่อต้านและตกอยู่ในฐานะเป็นเพียงเมืองสำหรับชุมนุมไพร่พลพม่า และแหล่งเสบียงอาหารสำหรับเตรียมพร้อมในการทำสงครามกับกรุงศรีอยุทธยา เท่านั้น

ความพยามยาม ลิดรอนอำนาจ ขุนนาง และ กำลังทหาร เมืองเชียงใหม่ ของพม่า ทำให้มักเกิดความขัดแข้งระหว่างกันเสมอ บางครั้งถึงกับเกิดการจราจลลุกลามเป็นศึกกลางเมืองขึ้นใน พ.ศ.2314 ขุนนางเมืองเชียงใหม่ นำโดย พญาจ่าบ้าน และ พญากาวิละ ก่อศึกกับ โปมะยุง่วน ของพม่า แต่สู้กำลังของ โปมะยุง่วน ไม่ได้ จึงขอความช่วยเหลือไปยัง กรุงศรีอยุธยา ในครั้งนั้น พระเจ้าตาก ได้นำกองทัพขึ้นมาช่วย เหลือสมทบกับ พญากาวิละ เข้าตี เมืองเชียงใหม่ ขับไล่พม่าออกไปได้สำเร็จ เมื่อ พ.ศ.2317 เมืองเชียงใหม่จึงพ้นจากอำนาจของพม่าโดยสิ้นเชิง

แล้ว พระเจ้าตาก ก็โปรดให้พญาจ่าบ้านขึ้นครอง นครเชียงใหม่ สืบไป โดยได้พระนามว่า พระยาวชิรปราการ เมืองเชียงใหม่ จึงเป็นอิสรภาพและเป็นการสิ้นสุดยุคใต้การปกครองของพม่าแต่เพียงเท่านี้

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

งานฝีมือ แนวใหม่… ช่วยเด็กไทยเลิก

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 5:15 pm
Tags

 

งานฝีมือ แนวใหม่… ช่วยเด็กไทยเลิก “สมาธิสั้น”

“สมาธิ” มีความสำคัญกับคนเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับเด็กซึ่งเป็นวัยแห่งการเรียนรู้ ปัจจุบัน สังคมไทยเรากำลังประสบปัญหา “เด็กสมาธิสั้น” มากขึ้น เด็กไทยตอนนี้มักทำอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ได้นาน ทำอย่างนี้ แล้วเปลี่ยนไปทำอย่างนั้น กลายเป็นเด็กที่ไม่มีสมาธิ ไม่สามารถจดจ่อ และควบคุมจิตใจให้ตั้งใจทำสิ่งที่สนใจได้ หากปล่อยไว้จะเป็นอันตรายต่อการที่เด็กไทยจะเติบโตขึ้นมาโดยปราศจากความตั้งใจ และความมุ่งมั่นในการจะทำการงานใดๆ ให้สำเร็จลุล่วงไป

“พญ.บุษยา เตชะเสน” กรรมการผู้จัดการ บริษัท อาร์ต แอนด์ เทคโนโลยี จำกัด ผู้ผลิต และจัดจำหน่าย อุปกรณ์งานฝีมือ ที่สร้างสรรค์ทันสมัย ภายใต้แบรนด์  ภิญญ์ “ และในฐานะที่เป็นคุณหมอ ก็เป็นห่วง พัฒนาการ ของเด็กๆ โดยเฉพาะในเด็กวัยเรียน (วัยประถมต้น หรือปฐมวัย) ซึ่งเป็นช่วงต้นของการ พัฒนาในเด็ก ถ้าปลูกฝัง และสร้างการเรียนรู้ที่ดีให้กับเด็กแล้ว จะช่วย จัดระเบียบความคิด และฝึกฝนให้กลายเป็นแบบอย่างที่ดีในสังคม นำมาซึ่งพฤติกรรมที่ต้องการ

ภิญญ์จึงได้บุกเบิก ไอเดียงานฝีมือ แนวใหม่ โดยนำโครงการ ” Pinn Kid Crafts “ ขึ้น มุ่งหวังให้งานฝีมือมีส่วนช่วย พัฒนา เด็กๆ แต่การสร้างสรรค์ชิ้นงานฝีมือให้ตรงใจเด็กสมัยใหม่ นับเป็นโจทย์ใหม่ที่ภิญญ์ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ โดยยึดหลัก ” ทันสมัย สะดวกรวดเร็ว และง่าย “

“เรามีโจทย์ที่ว่าจะทำอย่างไรให้เด็กๆ รัก งานฝีมือ แต่ปัญหาของเด็กๆ ที่ทำการฝีมือคือยากเกินไป รูปลักษณ์เชย ไม่ทันสมัย เราจึงมี ทีมงาน มืออาชีพ ที่วางแผน และ ออกแบบ ให้เหมาะกับเด็ก นำเทคโนโลยีทันสมัยมา ผสมผสาน ระหว่าง งานฝีมือ รูปแบบ ดั้งเดิม ให้ทันสมัย พร้อมสร้างความโดดเด่น ดึงดูดใจเด็กๆ ให้หันมาสนใจ งานฝีมือ เพิ่มมากขึ้น โดยปฏิวัติ งานฝีมือ ที่น่าเบื่อ ให้กลายเป็น แฟชั่น อินเทรนด์ ทำให้เด็กเกิดทัศนคติที่ดีว่างานฝีมือไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยังสวยเก๋ ทันสมัย ทำให้เด็กอยากเรียนรู้ อยากทำ เพราะชิ้นงานจะเน้นที่รูปลักษณ์สวยงาม สีสันที่สะดุดตา ที่สำคัญทำได้ง่ายๆ ใช้เวลาไม่นาน เหมาะจะเก็บเป็น ของที่ระลึก และมอบให้คนที่รัก ทำให้เด็กๆ ไม่เบื่อ และมีความสุขใน การทำงานฝีมือ “

Pinn Kid Crafts จึงถูกรังสรรค์ปั้นแต่งในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น งานตุ๊กตาโครเชต์ ภาพ ปักครอสติช ผ้าพันคอนิตติ้ง ตุ๊กตาฟีโม่ งานลูกปัด และ เครื่องประดับ อีกหลากหลาย ซึ่งขณะนี้ทาง ภิญญ์ ได้ร่วมกับสถาบันการศึกษา ทั่วประเทศ ในการนำ Pinn Kid Crafts มาพัฒนา หลักสูตรการเรียนการสอน ในหมวด งานพื้นฐานอาชีพ โดยนำ วิชาการฝีมือ สมัยใหม่มาเป็นอีกทางเลือกให้เด็กๆ รู้จักประดิษฐ์ผลงานภายใต้กรอบความคิด ความพอใจของตนเอง เพื่อมุ่งหวังให้เกิดการพัฒนาตัวเด็กทั้งในด้าน EQ และ IQ

“Pinn Kid Crafts ทุกๆ ชิ้น จะถูก ทีมงาน มืออาชีพ ออกแบบ โดยคำนึงถึง พัฒนาการของเด็ก แต่ละวัย ภายใต้ชิ้นงานที่สดสวย น่ารัก แต่เหนือสิ่งอื่นใดคือมีส่วนสำคัญใน การเสริมสร้าง เด็กทั้งในด้าน กายภาพ และ จิตใจ ส่วนของ กายภาพ คือฝึกฝนสร้างความแข็งแรงของ กล้ามเนื้อมือ แขน สายตา และ สติปัญญา ส่วนของจิตใจ และอารมณ์คือการเสริมสร้างความคิดสร้างสรรค์ จินตนาการ และให้เกิดใจรักในศิลปะ และยังเรียนรู้การร่วมกับผู้อื่น รู้จักแบ่งปันกับเพื่อนๆ ฝึกสมาธิให้เด็กอดทน ค่อยๆ ปั้นเสริมเติมแต่ง หรือทักทอขึ้นมา ให้เด็กสัมผัสกับการเป็นผู้สร้าง ช่วยฝึกสมาธิ เพราะการปั้นดินแต่ละชิ้น การร้อยลูกปัดแต่ละอัน รวมทั้ง การปักครอสติชแต่ละช่อง หรือ การถักโครเชต์ แต่ละลวดลาย จำเป็นต้องอาศัยสมาธิ ความตั้งใจ ผสมผสาน กับ ฝีไม้ลายมือ ของแต่ละบุคคล ตรงนี้มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ช่วยให้เด็กไม่เป็นโรคสมาธิสั้น” พญ. บุษยา เสริม

ขณะนี้ โครงการ Pinn Kid Crafts เป็น โครงการนำร่อง สู่โรงเรียนมีชื่อชั้นนำ อาทิ โรงเรียน วัฒนาวิทยาลัย โรงเรียน เซนต์ฟรังซิสซาเวียร์ โรงเรียน สามเสนวิทยาลัย โรงเรียน เซนต์โยเซฟ คอนแวนต์ เป็นต้น เชื่อว่าจะได้รับความสนใจจากโรงเรียนต่างๆ และขยายสู่ชุมชน เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชนไทยถูกปลูกฝังในการคิด ตัดสินใจ และเสริมสร้างสภาวะทางร่างกาย และจิตใจให้เติบโตแข็งแรง โดยเฉพาะ การฝึก ให้เด็กรู้จักอดทน

ที่สำคัญยังเป็นจุดเริ่มต้นของ การฝึกฝน ให้เกิดสมาธิ สิ่งสำคัญพื้นฐานที่จะช่วยใน การดำเนินชีวิต นั่นเอง

ที่มาจากหนังสือพิมพ์


ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR