บทความสาระดีๆ จากเจ้าของร้านค้า weloveshopping.com ขายของออนไลน์

ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ หม้อน้ำรถยนต์

Posted by admin | 1 | Friday 11 December 2009 8:13 pm
Tags ,



หม้อน้ำ (Radiator)


  คืออุปกรณ์แลกเปลี่ยนความร้อน จากน้ำที่ไหลมาจากโพรงผนังเสื้อสูบ ก็จะเข้ามาสู่หม้อน้ำทางด้านบน จากนั้น ก็ไหลลงมาตามท่อน้ำในหม้อน้ำ ท่อน้ำเหล่านี้ จะเชื่อมติดกับครีบระบายความร้อน (รังผึ้ง) ซึ่งทำจากโลหะที่ถ่ายเท ความร้อนได้รวดเร็ว เมื่อน้ำที่มีอุณหภูมิสูงเหล่านี้ เคลื่อนตัวจากด้านบน ลงสู่ด้านล่าง ก็จะถ่ายเทความร้อนออกไป ให้ครีบระบายความร้อน ขณะเดียวกัน พัดลมหม้อน้ำ (Fan) ก็จะทำการหมุน เพื่อดูดอากาศที่อยู่ด้านหน้าหม้อน้ำ ผ่านครีบระบายความร้อนหม้อน้ำ ออกมาทางด้านหลัง เป็นการแลกเปลี่ยนความร้อน ไปเป็นอากาศ

เมื่อน้ำที่มีอุณหภูมิสูง ไหลลงสู่ด้านล่าง อุณหภูมิ ก็จะลดลงมาตามลำดับ บริเวณด้านล่างหม้อน้ำ จะมีท่อยางหม้อน้ำ ต่อไปสู่ทางเข้าผนังเสื้อสูบอีกที ทำให้น้ำที่มีอยู่ในระบบ ไหลเวียนไปมา ระหว่างโพรงผนังห้องเครื่อง กับหม้อน้ำได้อย่างต่อเนื่อง ตราบใดที่วาล์วนี้ ยังคงเปิดอยู่



พัดลมหม้อน้ำ

พัดลมหม้อน้ำ (Fan) พัดลมหม้อน้ำ ทำหน้าที่ระบายความร้อน โดยจะพัดพอเอาความร้อนด้านหน้า หม้อน้ำ (Radiator) ผ่านครีบระบายความร้อน ออกมาทางด้านหลังหม้อน้ำ

พัดลมหม้อน้ำขับเคลื่อนด้วยแรงฉุดหมุน
สำหรับเครื่องยนต์ที่วางเครื่องตามแนวยาวของตัวรถ จะติดตั้งพัดลมหม้อน้ำ บนแกนเพลาเดียวกับเพลา ปั๊มพ์น้ำ (Water pump) และจะมีสายพาน คล้องยึดไว้ เพื่อรับแรงฉุดหมุนมาจาก พูลเล่ย์เพลาข้อเหวี่ยง (Crankshaft pulley)

พัดลมหม้อน้ำทำงานด้วยไฟฟ้า
เรียกสั้นๆ ว่าพัดลมไฟฟ้า โดยจะใช้มอเตอร์ในการหมุนใบพัด และต่อสวิตช์ร่วมกับสายไฟ ที่มาจากแบตเตอรี่ ในเครื่องยนต์รุ่นใหม่ๆ การหมุนของมอเตอร์พัดลมไฟฟ้า จะถูกควบคุมโดยสวิตช์ความร้อน เช่น ในขณะที่สตาร์ท และอุ่นเครื่องอยู่ ความร้อนจากภายในโพรงน้ำ ยังไม่สามารถทำให้วาล์วน้ำเปิดออกได้ ซึ่งเป็นผลทำให้ เครื่องยนต์อุ่นตัวเร็วขึ้น เมื่อถึงจุดความร้อนประมาณ 89 ถึง 97 ?C พัดลมไฟฟ้า จะเริ่มทำงาน และจะหยุดทำงาน เมื่ออุณหภูมิของน้ำหล่อเย็น ต่ำกว่านี้

ในเครื่องยนต์บางรุ่น ถูกออกแบบมา ให้พัดลมไฟฟ้า สามารถทำงานในระดับความเร็วที่แตกต่างกัน กล่าวคือ พัดลมไฟฟ้า จะมีระดับความเร็วมากกว่า 1 ระดับ เพื่อรองรับ กับระดับความร้อนที่แตกต่างกันอีกด้วย 
 



ปั๊มน้ำ (Water pump)

ปั๊มน้ำ (Water pump) ปั๊มพ์น้ำ ทำหน้าที่ให้น้ำหล่อเย็นในระบบ เกิดการหมุนเวียนอยู่ตลอดเวลา ตราบที่เครื่องยนต์ยังคงทำงานอยู่ โดยปกติ ปั๊มพ์น้ำ จะติดตั้งอยู่ที่ปลายด้านหน้าของเสื้อสูบ การทำงานของปัมพ์น้ำ จะได้รับแรงฉุดให้หมุน มาจากสายพานซึ่งคล้องไปกับ พูลเล่ย์เพลาข้อเหวี่ยง (Crankshaft pulley)









 

ระหว่างหม้อน้ำทองแดง และ หม้อน้ำอลูมิเนียม ทั่วไป

 

อันนี้รวบรวมข้อมูลอ้างอิงต่างๆ

     - ทองแดง ทนกว่า  แต่ระบายความร้อนไม่ดีเท่า อะลูมิเนียมครับ แต่ถามว่ามีผลเวลาใช้หรือเปล่า ตอบได้เลยว่าไม่มี
     - หม้อน้ำมิเนียม ถ้ารั่วกลางทาง ไม่มีร้านซ่อมเหมือนทองแดง พเราะซ่อมไม่ได้  
     - ข้อดีของหม้อน้ำทองแดงคือซ่อมง่าย  ร้านทั่วๆไปทำได้ ราคาถูก แต่ทองแดงมีคุณสมบัติดูดความร้อนและอมความร้อนมากกว่าอลูมิเนียม
     - หม้อน้ำทองแดงทนกว่า? เพราะฝาเป็นทองเหลือง รังผึ้งเป็นทองแดงเชื่อมติดด้วยตะกั่ว 
     - หม้อน้ำทองแดงกับอลูมิเนียมมันต่างกันตรงไหนในเมื่ออุณภูมิเท่ากัน?

ถ้าใช้งานปกติ    สมมุติว่าพัดลมหม้อน้ำทำงานที่อุณภูมิน้ำ 95องศาและหยุดทำงานที่ 90องศา หม้อน้ำมิเนียมใช้เวลาทำให้อุณภูมิ 95ลดลงมาเหลือ 90ในเวลา 30วินาที แต่หม้อน้ำทองแดงอาจจะใช้เวลาถึง 1นาที
แล้วมีผลอย่างไร? ในเมื่อยังไงก็สามารถทำให้อุณภูมิลดลงได้ปกติ
เคยได้ยินมั๊ยที่ว่า ซัดยาวๆใช้รอบสูงนานๆแล้วความร้อนขึ้น? นี่แหละสิ่งที่หม้อน้ำทองแดงสู้หม้อน้ำอลูมิเนียมไม่ได้


     - น้ำยาหม้อน้ำ มันก็มีหมดอายุนะ พอหมดแล้วมันก็จะกลายเป็นตะกอน ตะกรัน ไปเกาะตามช่องทางเดินน้ำต่างๆ หรือ ประสิทธิภาพในการป้องกันการกัดกร่อน ก็หมดไป นานวันเข้า ถ้าไม่มีการเปลี่ยนถ่าย ผลก็คือ หม้อน้ำทะลุ หม้อน้ำตัน

     - หม้อน้ำที่ว่าทองเหลือง จะเป็นแค่ฝาบนกับล่างเท่านั้นที่เป็นทองเหลือง ส่วนแผงรังผึ้งจะเป็นทองแดงอะครับ ซึ่งถ้าผมจำไม่ผิดคือทองแดง สามารถเป็นตัวนำความร้อนได้ดีกว่าอลูมิเนียมอะครับ แต่ที่หม้อน้ำอลูมิเนียมระบายความร้อนได้ดีกว่าทองแดงเพราะรังผึ่งทองแดงต้องใช้ตะกั่วในการเชื่อม ซึ่งตะกั่วเป็นตัวนำความร้อนที่ไม่ดีจึงเป็นตัวขัดกั้นไม่ให้ความร้อนส่งผ่านไปยังครีบทองแดงได้สะดวก แถมฝาบนล่างยังเป็นทองเหลืองอีก ยิ่งแย่ไปใหญ่ ผิดกับรังผึ่งอลูมิเนียมถึงจะนำความร้อนได้ช้ากว่าทองแดงแต่ รังผึ่งเป็นชิ้นเดียววัสดุเดียวกันทำให้การถ่ายแทสม่ำเสมอไม่มีอะไรมากั้น ความร้อนจึงระบายออกมาได้ดีกว่า
    -ทองแดงรั่วก็อุดปะได้ แต่แบบอลูมิเนียมฝาบนล่างเป็นไฟเบอร์ (หรือที่ชาวบ้านเรียกกัน พลาสติก)

รั่วเมื่อไร ก็เปลี่ยนทั้งลูกครับ








ดูรายละเอียด

จากร้าน weautoshop.com

10 ขั้นตอนในการดูแลรักษาหม้อน้ำ

Posted by admin | 1 | Friday 11 December 2009 8:12 pm
Tags ,

Radiator


หม้อน้ำของรถยนต์ ทำหน้าที่ควบคุมการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ให้อย ู่ในอุณหภูมิการทำงาน ซึ่งอยู่ระหว่าง 85 – 92 องศาเซลเซียส

ตัวของหม้อน้ำมีลักษณะค่อนข้างบอบบาง ใช้งานได้นานหลายปี เพียงแต่มีราคาค่อนข้างแพงอยู่ไม่น้อย และหากได้รับการกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง หรือถูกวัสดุแข็ง ๆ กระแทกหรือทิ่มเพียงเล็กน้อย ส่วนรังผึ้งของหม้อน้ำก็อาจจะชำรุดเสียหายได้ง่าย ๆ

ดังนั้น เพื่อให้หม้อน้ำรถยนต์อยู่คู่กับรถยนต์ของท่านไปนาน ๆ ก็ควรดูแลรักษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อหม้อน้ำเกิดปัญหาขึ้นมา เครื่องยนต์จะเป็นส่วนที่ได้รับความเสียหายมากที่สุด เป็นลำดับต่อไป เครื่องยนต์อาจจะร้อนจัดขนาด OVER HEAT สิ่งที่ตามคือเงินในกระเป๋าสตางค์ของท่าน ต้องถูกควักจ่ายเพิ่มขึ้นนั่นเอง การดูแลรักษาหม้อน้ำรถยนต์นั้นต้องทำอย่างไรกันบ้าง?

1.ควรตรวจดูระดับน้ำทุก ๆ ครั้งก่อนสตาร์ตเครื่องยนต์ หรืออย่างน้อยทุก ๆ 2-3 วัน สำหรับรถที่มีอายุเกิน 5 ปี และอย่างน้อยสัปดาห์ละ 1 ครั้ง สำหรับรถใหม่อายุไม่เกิน 5 ปี ซึ่งปรกติระดับน้ำควรอยู่ตรงคอหม้อน้ำพอดี หรืออยู่ระหว่างกึ่งกลางขีด MAX และ MIN สำหรับรถที่มีหม้อพักน้ำ

2.ควรเติมน้ำที่สะอาดลงไปในหม้อน้ำเท่านั้น เพื่อป้องกันมิให้หม้อน้ำ หรือทางเดินของหลอดรังผึ้งหม้อน้ำเกิดการอุดตัน ถ้าเป็นไปได้ น้ำที่เราใช้ดื่มดีที่สุดสำหรับใช้เติมหม้อน้ำ

3.หมั่นตรวจดูรอยรั่วตามที่จุดต่าง ๆ อย่างเช่น ท่อยางหม้อน้ำ ครีบรังผึ้ง ปั๊มน้ำ ฯลฯ หากพบรอยรั่วซึม ควรทำการซ่อมแซมแก้ไขทันที

4.ตรวจดูสายพานหน้าเครื่อง ไม่ควรให้หย่อนหรือตึงเกินไป ตามปรกติเมื่อใช้มือกดลงบนสายพาน ควรยุบตัวลงประมาณ ½-1 นิ้ว

5.ตรวจดูครีบรังผึ้ง (FIN) ของหม้อน้ำ อย่าให้พับงอปิดช่องทางผ่านของลม ไม่ควรให้สกปรกด้วยดินโคลนและคราบน้ำมัน เพราะจะทำให้ระบายความร้อนได้ยาก เครื่องยนต์อาจร้อนจัด และหากครีบพับงอ ให้ใช้ใบเลื่อยหรือโลหะบาง ๆ ดัดให้ตรง หรือถ้าครีบสกปรกมากให้ทำความสะอาดโดยใช้ลมเป่า หรือน้ำร้อนที่มีความดันสูงพอพ่นย้อนทิศทางลมเข้า

6.พัดลมระบายความร้อนควรอยู่ในสภาพที่ดี ไม่แตกหัก หรือบิดงอเสียศูนย์ เพราะจะทำให้ปั๊มน้ำชำรุดได้ แต่ถ้าเป็นพัดลมไฟฟ้า ต้องคอยตรวจเช็กว่าพัดลมหมุนด้วยความเร็วเท่าเดิมหรื อไม่ เพราะถ้าพัดลมหมุนด้วยรอบที่ช้าลง การระบายความร้อนให้หม้อน้ำรถยนต์ก็จะด้อยตามไปด้วย

7.ไม่ควรติดเครื่องยนต์โดยไม่ได้ปิดฝาหม้อน้ำเด็ดขาด เพราะจะทำให้เกิดตะกรันในหม้อน้ำและภายในเครื่องยนต์ เนื่องจากน้ำในรังผึ้งหม้อน้ำระเหยออกมา เมื่อเกิดตะกรันในหม้อน้ำ หรือบริเวณท่อทางเดินน้ำในเครื่องยนต์มาก ๆ จะเป็นผลให้เครื่องยนต์ร้อนจัด เพราะการระบายความร้อนไม่ดีพอ

8.เกจวัดความร้อนต้องอยู่ในสภาพที่ใช้งานได้ หากเสียใช้การไม่ได้ให้เปลี่ยนใหม่ทันที

9.หากน้ำในหม้อน้ำแห้ง ในขณะที่เครื่องยนต์กำลังทำงาน และมีอุณหภูมิสูง ไม่ควรดับเครื่องยนต์และเติมน้ำในทันที ให้ติดเครื่องเดินเบาสักระยะหนึ่ง พอให้อุณหภูมิเครื่องยนต์ลดลง แล้วค่อย ๆ เติมน้ำที่สะอาดลงไปทีละน้อยด้วยความระมัดระวัง

10.ควรถ่ายน้ำในหม้อน้ำทิ้งทุก ๆ 4-6 เดือน หรือเมื่อเห็นว่าน้ำในหม้อน้ำสกปรกมากแล้ว เช่น มีสนิมหรือคราบน้ำมัน

ที่ว่ามาทั้งหมด 10 ข้อนี้ เป็นการดูแลรักษาหม้อน้ำรถยนต์ เพื่อที่จะให้เราใช้งานได้คุ้มค่ากับเงินที่เราต้องจ่ายไป เวลาเปลี่ยนหม้อน้ำใบใหม่นั่นเอง


weautoshop.com


ดูรายละเอียด

จากร้าน weautoshop.com

หม้อน้ำรถยนต์แห้งบ่อย การตรวจสอบหม้อน้ำรถยนต์

Posted by admin | 1 | Friday 11 December 2009 8:11 pm
Tags ,

หลายๆคนที่ใช้รถยนต์ดีเซลหรือแม้แต่เบนซิลก็ตาม  ไม่ว่าจะเป็น  ISUZU   ,MAZDA  หรืออื่นๆที่ใช้หม้อน้ำระบายความร้อน ในเรื่องของหม้อน้ำรถยนต์  สาเหตุที่น้ำในหม้อน้ำรถยนต์ของเราแห้ง  อาจมีหลายสาเหตุ  ไม่ว่าจะเป็นหม้อน้ำรั่ว  ฝาสูบโกงงอ  แหวนหลวม  ลูกสูบแตก  ซึ่งสาเหตุเหล่านี้เป็นมูลเหตุที่ทำให้น้ำในหม้อน้ำรถยนต์ของเราแห้งบ่อยหรือลดระดับลงจนต้องเติมอยู่บ่อยๆ 


    ในบทความนี้จึงขอยกตัวอย่างการตรวจหม้อน้ำรถยนต์ซัก  2-3  ข้อสำหรับผู้ที่ไม่มีความรู้เรื่องรถยนต์ก็สามารถตรวจได้ว่าเกิดจากสาเหตุใด  เวลาเอารถเข้าอู่  จะได้ประเมินราคาค่าซ่อมโดยประมาณได้  จะได้ไม่ถูกโก่งราคาแพงเกินความเป็นจริง


   


1.  ปัญหาหม้อน้ำรั่ว


หม้อน้ำรั่วอาจเกิดจากการสึกกร่อนของตัวหม้อน้ำเอง  หรือถูกวัตถุอื่นมากระแทกทำให้รั่ว  วิธีสังเกต  ก็ให้ท่านเจ้าของรถก้มลงสังเกตที่พื้นใต้ท้องรถตรงบริเวณหม้อน้ำเมื่อเราจอดได้สักพัก  สังเกตดูว่ามีน้ำหยดลงมาที่พื้นหหรือไม่  แต่ต้องสังเกตให้ดีนะครับอาจเป็นน้ำจากคอมแอร์รถยนต์ก็ได้  ให้สังเกตจนเห็นที่มันรั่วนั่นแหละครับ  แต่ถ้าไม่มีน้ำหยดลงมาที่พื้น  ลองอ่านข้อต่อไปครับ


2.  ปัญหาฝาสูบโกงงอ


เกิดจากเครื่องยนต์อยู่ในสภาพไม่ดี  การระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไม่สมบูรณ์  ส่งผลให้ฝาสูบโกง  ทำให้การจุดระเบิดของลูกสูบทำงานไม่เต็มที่  สาเหตุเกิดจากการระบายความร้อนของเครื่องยนต์ไม่ดีทำให้ความร้อนในเครื่องยนต์เกินมาตรฐานที่กำหนด  หากท่านทำตามวิธีจากข้อที่  1  แล้วปรากฎว่าไม่ใช่หม้อน้ำรั่ว  ก็ลอง  Start  เครื่องยนต์โดยก่อนที่จะ Start  ให้เปิดฝากระโปรง  และฝาหม้อน้ำออกก่อนจึงค่อย  Start  เครื่องยนต์  หากเมื่อเครื่องยนต์ติดแล้ว  ปรากฏว่าน้ำในหม้อน้ำของรถยนต์กระเด็นกระจาย  แสดงว่าฝาสูบของเครื่องยนต์ท่านโกงแล้วครับ  จะโกงมากโกงน้อย ก็ลองสังเกตการกระเด็นของน้ำ  ถ้าโกงมากก็กระเด็นมาก  ถ้าโกงน้อยก็กระเด็นน้อย  ครับ



 การกระเด็นของน้ำซึ่งเกิดจากฝาสูบโกง


3.  เครื่องยนต์เร่งไม่ขึ้น


เกิดจากสาเหตุแหวนและลูกสูบของเครื่องยนต์สึกหรอ  วิธีแก้ไขก็คือ  ยกเครื่องใหม่  หรือซ่อมเครื่องยนต์อัตราราคาค่าซ่อมโดยประมาณจากประสบการณ์ (อาจไม่แน่นอนแต่ก็ใกล้เคียงครับ)การซ่อมหม้อน้ำรั่ว  ขึ้นอยู่กับว่าเป็นรถอะไร  และการถอดหม้อน้ำลำบากหรือไม่  ราคาจะอยู่ตรงนี้ละครับ  แต่ถ้าเป็นรถ อีแต๋น  ก็  40-50  บาท  ครับเพราะมันไม่ได้ถูกออกมา  รถกระบะ  200  บาท  รถขนาดใหญ่ราคาขึ้นอยู่กับความยากง่ายในการถอดหม้อน้ำ


ราคาค่าซ่อมฝาสูบโกง


การซ่อมฝาสูบโกงก็คือ  จะต้องเปลี่ยนแหวน  เปลี่ยนลูกสูบ  ใหม่  ถอดเอาเสื้อสูบและฝาสูบไปกลึงหรือปาดให้เสมอกัน  (อันนี้ควรให้ช่างผู้ชำนาญดำเนินการนะครับ  ไม่ควรให้โรงกลึงทั่วไปทำให้)  เสร็จแล้วประกอบเครื่องยนต์เป็นอันเรียบร้อยราคา  เอาประมาณนะครับถ้าตรงไปเดี๋ยวอู่ซ่อมจะว่าเอาได้ ลูกสูบ  ลูกละ  1,000  บาท  (ถ้าเขาบอก  1,200-1,300  บาท ก็  OK แต่อย่าให้เกินจากนี้มากนะครับ   ค่าแรงปาดเสื้อและฝาสูบ  ประมาณ  5,000  บาท  รวมค่าใช้จ่ายในการซ่อม  รวมค่าน้ำมันเครื่องใหม่  กรองใหม่  และอื่นๆ  ประมาณ  15,000  บาท  ซึ่งเป็นราคามิตรภาพครับ  ถ้าสนิทกับอู่หรือเป็นญาติกับเจ้าของอู่  ถูกกว่านี้อีกครับ  เหมือนผมนี่แหละ


 


ดูรายละเอียด

จากร้าน weautoshop.com