บทความสาระดีๆ จากเจ้าของร้านค้า weloveshopping.com ขายของออนไลน์

สับปะรด

Posted by admin | 1 | Tuesday 8 December 2009 2:23 pm
Tags

สับปะรด


โรคแมลงศัตรูและการป้องกันกำจัด  
ปกติสับปะรดมักปลูกซ้ำที่เดิมอยู่ตลอดปีเพียงพืชเดียวโดด ๆ  จึงเป็นโอกาสที่โรค-แมลงศัตรูจะระบาดเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ   
ตลอดจนโรคมีโอกาสปรับตัวให้เข้ากับสภาพการปลูกและการดูแลรักษา  ซึ่งปฏิบัติซ้ำซากตลอดมา  
โรคแมลงศัตรูที่สำคัญที่ทำความเสียหายให้กับสับปะรดมีดังนี้  




























 โรคแมลงศัตรู

 ลักษณะอาการ                                  

วิธีป้องกันกำจัด                                           

 1.  โรคยอดเน่าหรือต้นเน่า  


เกิดจากเชื้อรา 2 ชนิด  ทำความเสียหายร้ายแรงให้กับสับปะรดที่ปลูกในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำเลว หรือในช่วงฝนตกชุก และระบาดรุนแรงมากเป็นพิเศษในพื้นที่ที่มีสภาพเป็นด่างคือระดับความเป็นกรด-ด่างของดินสูงกว่า 5.5 ขึ้นไป   
เชื้อราพักอยู่ในดินได้เป็นเวลาหลายปี  เมื่อสภาพแวดล้อมเหมาะสมก็เข้าทำลายสับปะรดได้อีก  

 ในแปลงสับปะรดที่มีอายุ 2-3 เดือน  อาการเริ่มแรกจะเห็นใบสับปะรดเปลี่ยนจากสีเขียวสดเป็นเขียวอมเหลืองซีด  
 ปลายใบงอเกิดรอยย่นบริเวณตัวใบ  ใช้มือดึงส่วนยอดจะหลุดติดมือโดยง่าย  โคนใบที่เน่าจะมีสีขาวอมเหลือง และมีขอบสีน้ำตาล  
 ส่งกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว  สำหรับสับปะรดที่มีอายุ 6 เดือนขึ้นไป  หากดินฟ้าอากาศไม่เหมาะสมก็อาจเกิดโรคนี้ได้   
โดยจะแสดงอาการที่ส่วนยอดเท่านั้น  ซึ่งเป็นเพราะว่าส่วนยอดมีความอ่อนแอมากที่สุด  สับปะรดที่เกิดโรคนี้มักจะไม่ตาย  
แต่ทำให้เกิดอาการเตี้ยแคระออกผลล่าช้าหรือไม่ติดผลเลยก็ได้ ในฤดูฝนจะสังเกตอาการได้ยาก  มักพบว่าใบตรงกลุ่มกลางต้นจะล้มพับลงมา   
ทั้ง ๆ ที่ใบเริ่มจะเปลี่ยนสีเขียวเล็กน้อย  การเน่าจะมีกลิ่นเหม็นเฉพาะตัว  

 1.  ปรับปรุงการระบายน้ำในแปลงปลูกให้ดี  เช่น  ไถดินให้มีความลึกมากขึ้น  การยกแปลงให้สูง  การปรับระดับพื้นที่ให้ลาดเอียงเล็กน้อย  
เพื่อไม่ให้น้ำขัง  จะช่วยลดความเสียหายลงได้มาก  
2.  ควรใช้หน่อหรือตะเกียงปลูก  เพราะว่าการใช้จุกปลูกจะมีโอกาสเน่าเสียหายได้ง่าย  เพราะจุกมรอยแผลที่โคนขนาดใหญ่กว่า  
 เมื่อเทียบ กับหน่อหรือตะเกียง  
3.  ก่อนปลูกจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุ่มในสารเคมีป้องกันเชื้อราดังนี้


3.1  ฟอสเอธิล อลูมิเนียม (ซีบัส )อัตรา 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  
3.2  เมทาแลกซิล   อัตรา 30-45 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  
โดยจุ่มหน่อพันธุ์ให้ชุ่มก่อนปลูก  จุ่มนานประมาณ 3 นาที และถ้าปลูกไปแล้ว  หากมีฝนตกชุก  ควรใช้สารเคมีดังกล่าวอย่างใดอย่างหนึ่งฉีดซ้ำอีกทั่วทั้งแปลง  ในกรณีปลูกซ่อมหรือปลูกปริมาณน้อย  การชุบหน่อพันธุ์อาจจะสิ้นเปลือง  ใช้วิธีหยอดยอดก็ได้  โดยใช้ ซีบัส 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร  ใช้หยอดยอดละ 50 ซีซี  หรือเต็มยอด  ให้ทำทันทีหลังจากปลูกสำเร็จสามารถป้องกันโรคได้นานประมาณ 4 เดือน

 2.    เพลี้ยแป้ง   
 เป็นแมลงตัวเล็กยาวประมาณ 3-4 มิลลิเมตร  ลำตัวเป็นปล้องค่อนข้างสั้น  มีขี้ผึ้งคล้ายผงแป้งสีขาวห่อหุ้มตัว และมีเส้นใยยื่นออกจากตัว   
ตัวเมียไม่มีปีก  ตัวผู้มีปีก  มักพบเป็นกลุ่มที่ซอกกาบใบ  โดนต้นและลำต้น  เมื่อบี้ตัวแมลงจะมีเมือกสีแดงคล้ายเลือดออกมา  
การทำลายโดยจะดูดกินน้ำเลี้ยงที่บริเวณโคนต้นและราก  ถ้ามีการทำลายมาก ๆ  ต้นและใบจะค่อย ๆ เหี่ยวแห้งอาจถึงตายได้  ทำให้ผลผลิต  
ลดลง  ตัวพาหะของเพลี้ยแป้งคือ มดดำ  ซึ่งจะคาบเพลี้ยแป้งมาปล่อยไว้ที่ต้นสับปะรด และอาศัยกินของเหลวที่เพลี้ยแป้งขับถ่ายออกมา
  

 กำจัดเพลี้ยแป้งโดยใช้ สารคลอร์ไพริฟอส40%(ผลิตภัณฑ์ นอยวิน40) ผสมน้ำฉีดพ่น


 หรือ ใช้เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม (ผลิตภัณฑ์ เมทตาวัน) ปลอดสารพิษ


ผสมน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่ว ตอนเย็น ขณะไม่มีแดด

     
     
     


    การใช้สารเคมีเร่งการออกดอกในสับปะรด  
เนื่องจากสับปะรดมีอายุการออกดอกค่อนข้างช้า และไม่สม่ำเสมอซึ่งมีผลไปถึงการเก็บผลด้วย  แต่ในบรรดาพืชมีดอกทั้งหลาย  สับปะรดนับว่าเป็นพืชที่ใช้สารเคมีเร่งให้ออกดอกก่อนกำหนดได้ง่าย  
สารเคมีที่ใช้เร่งดอกสับปะรด  ที่นิยมใช้กันมากได้แก่   



     อีทีฟอน 52% (ผลิตภัณฑ์ มาฟอน)


เป็นสารเคมีที่ให้ก๊าซเอทธิลินโดยตรง  เมื่อเอทธิฟอนเข้าไปในเนื้อเยื่อสับปะรด  จะแตกตัวปล่อยเอทธิลินออกมา  เอทธิลินเป็นตัวชักนำให้เกิดการสร้างตาดอกขึ้น  ซึ่งจะทำให้เก็บผลได้ก่อนกำหนดประมาณ 2 เดือน  
อีทีฟอน (ผลิตภัณฑ์ มาฟอน) 
ใช้เร่งการออกดอก


โดยใช้ มา-ฟอน11.5-38.4 ซีซี.ผสมน้ำ 20 ลิตร (300-1000 ppm) พ่นหรือหยอดบริเวณยอด

เมื่อสับปะรด อายุ 9-12 เดือน หลังปลูก หรือต้นสับปะรด มีน้ำหนักสด 2.5-3 กิโลกรัม และเติมปุ๋ยยูเรียอีก 300 กรัม  ผสมให้เข้ากันดีแล้วใช้หยอดยอดหรือฉีดพ่น ต้นละ 70-80 ซีซี หยอด 2 ครั้ง ห่างกัน 5-7 วัน  สารนี้เมื่อผสมน้ำแล้วต้องใช้ทันทีอย่างช้าไม่เกิน 2 ชั่วโมง  มิฉะนั้นสารเคมีจะลดประสิทธิภาพลงเวลาที่เหมาะสมในการหยอด คือ ตอนเช้ามืด และต้นสับปะรดต้องมีลักษณะพร้อมที่จะออกดอก  หากฝนตกมาภายใน 2 ชั่วโมงหลังการใช้สารนี้ให้ทำซ้ำอีกครั้ง  ให้เร็วเท่าที่จะทำได้  
ปริมาณการใช้เอทธิฟอนจะมากหรือน้อย  ขึ้นอยู่กับฤดูกาลและขนาดต้นสับปะรด  ถ้าต้นสมบูรณ์มากให้ใช้ปริมาณมากขึ้นหรือหากจำเป็นต้องหยอดยอดในตอนกลางคืนช่วงที่มีอากาศร้อนอบอ้าว  ให้ใช้ปริมาณมากขึ้นอีกเท่าตัว  

 

 

ปุ๋ยสำหรับสับปะรด  กรมส่งเสริมการเกษตรแนะนำการใส่ปุ๋ยดังนี้ คือ  
สับปะรดรุ่นแรก  
ครั้งที่ 1  ก่อนปลูกใส่ปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอก 1 ตันผสมปุ๋ยหินฟอสเฟตสูตร 0-3-0 อัตรา 50-100 กิโลกรัมต่อไร่  
โรยเป็นแถวหลังไถแปรตามแนวร่องปลูกเพื่อปรับปรุงดินสำหรับกระตุ้นการออกราก  
ครั้งที่ 2  หลังปลูก 1-2 เดือน หรือระยะเริ่มออกรากใส่ปุ๋ยสูตรที่มีสัดส่วนไนโตรเจนสูง  เช่น  สูตร 21-0-0 หรือ 16-20-0 อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น  ใส่ดินโคนต้นฝังหรือกลบปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยคอกในขณะดินมีความชื้นเพียงพอ  
ครั้งที่ 3  หลังปลูก 4-6 เดือน  ใส่ปุ๋ยครบสูตรที่มีสัดส่วนโพแทสเซียมสูง 3:1:4  เช่นสูตร 12-4-18+ธาตุอาหารเสริม, 15-5-20, 13-13-21 หรือสูตรใกล้เคียง  ซึ่งไนโตรเจนไม่ควรเกิน 15%  ป้องกันสารไนเตรทตกค้างอัตรา 10 กรัมต่อต้น  ใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย  
ครั้งที่ 4  ก่อนบังคับผล 1-2 เดือน  ให้ธาตุอาหารรองและธาตุอาหารเสริมได้แก่ แคลเซียม  โบรอน  โดยฉีดพ่นเข้าทางใบ  
ครั้งที่ 5  หลังบังคับผลประมาณ 3 เดือน  ใส่ปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์ (0-0-6) หรือโพแทสเซียมซัลเฟต (0-0-50) อัตรา 7-10 กรัมต่อต้น  ใส่บริเวณกาบใบล่างในขณะกาบใบมีน้ำเพียงพอที่จะละลายปุ๋ย 


ผลิตภัณฑ์แนะนำ










1. บำรุงดิน ปรับสภาพดินที่แข็ง แน่นทึบ ให้โปร่ง ร่วยซุย ช่วยละลายปุ๋ยที่ตกค้างในดิน ให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ดีขึ้น - โกลด์มิค (โพแทสเซี่ยม-ฮิวเมท) อัตรา 3-5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดดินบริเวณรอบโคนต้น

2. บำรุงสับปะรดด้วยธาตุอาหารรองและอาหารเสริมรวม   8 ชนิด เพื่อเสริมสร้างให้ต้น ใบ ดอกสมบูรณ์ เจริญเติบโตดี เพิ่มคุณภาพ

 - ไฮโกร1+  ธาตุอาหาร คีเลท พืชนำไปให้ประโยชน์ได้ทันที ใช้เพียงเล็กน้อย อัตราประมาณ 3-5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทางใบ



 


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

ลีลาวดี

Posted by admin | 1 | Tuesday 8 December 2009 9:07 am
Tags

ลีลาวดี































 โรคและแมลงศัตรู  อาการ  การป้องกัน กำจัด
 โรคราสนิม

 มักพบที่ใบ สังเกตด้านใต้ใบจะพบผงเชื้อราเหลือง


เป็นกระจุกกระจายอยู่ทั่วไป หากเป็นมากใบจะเหลือง


และร่วง มักเกิดในช่วงปลายฝนต้นหนาวที่อากาศชื้น


และเย็น


ควรป้องกันเป็นระยะๆด้วย


เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ผสมน้ำ อัตรา 50-100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่น เป็นระยะให้ทั่วทั้งต้น บนใบและใต้ใบ

 โรคลำต้นเน่า  สาเหตุเกิดจากเชื้อราเข้าทำลาย ทำให้ลำต้นนิ่ม ใบ และยอดค่อยๆเหี่ยว และกลายเป็นสีดำ ใบร่วง เมื่อผ่าดูภายในบำต้นจะพบเนื้อเยื่อเน่าเป็นสีดำ ถ้าสังเกตภายนอกจะพบยอด และผิวของกิ่งเหี่ยวย่น ใบเหี่ยวลู่ลง

 - ป้องกัน ด้วยเชื้อราไตรโคเดอร์ม่า อัตรา 100 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดบริเวณโคนต้นและดินรอบโคนให้ทั่ว


- หรือใช้ สาร เมทาแลกซิล

 เพลี้ยแป้ง  ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากใบ ยอดอ่อน และลำต้น หากระบาดมากจะทำให้ต้นโทรม เพลี้ยแป้งจะถ่ายมูลที่เป็นน้ำหวานเพื่อล่อให้มดมากิน และนำเพลี้ยงแป้งเคลื่อนย้ายไปยังที่ต่างๆ น้ำหวานนี้ยังทำให้เกิดราดำเปรอะเปื้อนบนต้นอีกด้วย

 -ใช้ นอยวิน40(สารคลอร์ไพริฟอส) ผสมน้ำฉีดพ่นกำจัด


-หรือใช้ โฟโดลิค(สารพิริมิฟอส-เมทิล)


- แบบปลอดสารพิษ สามารถใช้ เชื้อรา เมตตาไรเซี่ยม (ผลิตภัณฑ์เมทตาวัน) ผสมน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นจะช่วยกำจัดและควบคุมเพลี้ยแป้งได้

 เพลี้ยไฟ  ดูดกินน้ำเลี้ยงของพืช ทำให้ยอด และใบบิดเบี้ยว กลายเป็นสีน้ำตาล และหลุดร่วง พบการระบาดในช่วงที่มีอากาศร้อน และแห้งแล้ง

 -ใช้ เรดแนป(สารอะบาเม็กติน1.8%) อัตรา 10 ซีซี ต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นให้ทั่วทั้งบนใบ ใต้ใบ ยอด


-หรือใช้ มาสเตอร์ฟอส(สารคาร์โบซัลแฟน)


- แบบปลอดสารพิษ สามารถใช้ เชื้อรา เมตตาไรเซี่ยม (ผลิตภัณฑ์เมทตาวัน) ผสมน้ำ ฉีดพ่นให้ทั่วทั้งต้นจะช่วยกำจัดและควบคุมเพลี้ยแป้งได้

 เพลี้ยหอย  ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดน้ำเลี้ยงบริเวณลำต้นของพืช มันพบบนลำต้น กิ่งอ่อน ใบ หรือส่วนยอด บริเวณลำตัวมีแว็กซ์หุ้มอยู่ ทำให้กำจัดได้ยาก

 - กำจัดด้วยวิธีเดียวกับ เพลี้ยแป้ง


โดยควรจะใช้ ไวท์ออยล์ร่วมด้วย

 แมลงหวี่ขาว  ตัวอ่อน และตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงของพืช มักพบบริเวณด้านหลังของใบ และสามารถระบาดได้ตลอดทั้งปี

 -ใช้ มาสเตอร์ฟอส (สารคาร์โบซัลแฟน)


-หรือ โฟโดลิค(สารพิริมิฟอส-เมทิล)


ผลิตภัณฑ์แนะนำ






















                   จุดประสงค์            ผลิตภัณฑ์
1. กระตุ้นการเจริญเติบโตของต้นกล้า (เพาะเมล็ด) - ซีมาสเตอร์(สาหร่ายทะเล) + ปุ๋ยที่มีธาตุ ไนโตรเจน
2. ป้องกันกิ่งปักชำเน่า (ปักชำ) - เมทาแลกซิล
3. (เสียบยอด) ช่วยให้สมานแผลเร็ว แตกยอดใหม่ได้ดี - ซีมาสเตอร์(สาหร่ายทะเล) + ปุ๋ยที่มีธาตุ ไนโตรเจน
4. บำรุงดิน ปรับสภาพดินที่แข็ง แน่นทึบ ให้โปร่ง ร่วยซุย ช่วยละลายปุ๋ยที่ตกค้างในดิน ให้พืชสามารถนำไปใช้ได้ดีขึ้น - โกลด์มิค (โพแทสเซี่ยม-ฮิวเมท) อัตรา 3-5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ราดดินบริเวณรอบโคนต้น

5. บำรุงลีลาวดีด้วยธาตุอาหารรองและอาหารเสริมรวม


    8 ชนิด เพื่อเสริมสร้างให้ต้น ใบ ดอกสมบูรณ์ เจริญเติบโตดี

 - ไฮโกร1+  ธาตุอาหาร คีเลท พืชนำไปให้ประโยชน์ได้ทันที ใช้เพียงเล็กน้อย อัตราประมาณ 3-5 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตรฉีดพ่นทางใบ


 


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

ข้าวโพด

Posted by admin | 1 | Tuesday 8 December 2009 7:17 am
Tags

ข้าวโพด


วิธีการป้องกันโรคและแมลง รวมถึงการใช้สารกำจัดวัชพืช


::: การกำจัดวัชพืช


ถ้าแปลงปลูกข้าวโพดหวานมีวัชพืชขึ้นมากจะทำให้ข้าวโพดไม่สมบูรณ์ ผลผลิตจะลดลงจึงควรมีการกำจัดวัชพืชในแปลงปลูก วิธีการกำจัดวัชพืชสามารถทำได้ดังนี้


การฉีดยาคุมวัชพืช    ใช้อลาคลอร์  ฉีดพ่นคลุมดินก่อนพืชปลูกและวัชพืชจะงอกขณะที่ดินมีความชื้น


::: ปัญหาและการแก้ไข  ที่พบเห็นบ่อย ๆ  มีดังนี้


ความงอก   ปกติเมล็ดพันธุ์ ได้ผ่านการทดสอบความงอกมาแล้วจึงจำหน่ายสู่เกษตรกร  แต่บางครั้งเมล็ดพันธุ์อาจจะค้างอยู่ในร้านค้าเป็นเวลานานหรือเกษตรกรอาจจะซื้อเมล็ดพันธุ์มาเก็บไว้ที่บ้าน และสถานที่เก็บอาจจะไม่เหมาะสม  สิ่งเหล่านี้มีผลทำให้เมล็ดพันธุ์มีความงอกลดลง วิธีการแก้ไขที่ดีที่สุด คือ ก่อนปลูกทุกครั้งให้ทดสอบความงอกของเมล็ดที่จะปลูกก่อน โดยการสุ่มเมล็ดจากถุงประมาณ 100 เมล็ด แล้วปลูกลงในกระบะทรายหรือดินแล้วรดน้ำเพื่อทดสอบความงอก นับต้นที่โผล่พ้นดินในวันที่ 7 ถ้ามีจำนวนต้นเกิน 85 ต้น  ถือว่ามีอัตราความงอกที่ใช้ได้ก็สามารถนำเมล็ดพันธุ์ถุงนั้นไปปลูกได้


โรคราน้ำค้าง  ปัจจุบันพันธุ์ข้าวโพดหวานเกือบทุกพันธุ์ที่ขายในประเทศไทยเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทานโรคราน้ำค้าง  แต่ทุกพันธุ์ได้ผ่านการคลุกยาป้องกันโรคราน้ำค้าง (เมตาแลกซิล) ในอัตรายาที่เหมาะสม  เมื่อปลูกแล้วจะไม่พบว่าเป็นโรค แต่การปลูกที่ผิดวิธีก็อาจเป็นสาเหตุให้เป็นโรคราน้ำค้างได้


     การปลูกที่ ผิดวิธี ที่พบเห็นบ่อยๆ มีดังนี้


1. แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูก  เกษตรกรเชื่อว่าการแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกจะทำให้การงอกดีและมีความสม่ำเสมอ แต่การแช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกจะทำให้ยาที่คลุกติดมากับเมล็ดพันธุ์ซึ่งเป็นยาป้องกันโรคราน้ำค้างละลายหลุดออกไป ทำให้ยาที่เคลือบเมล็ดมีน้อยลงหรือไม่มีเลย เมื่อนำเมล็ดพันธุ์ที่แช่น้ำไปปลูก  ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงเป็นโรค ราน้ำค้าง วิธีแก้ไข คือ ไม่แช่เมล็ดพันธุ์ในน้ำก่อนปลูกหรือคลุกสารเคมีอื่นเพิ่มเพราะมีผลต่อความต้านทานโรคราน้ำค้างและความงอกของเมล็ดพันธุ์


  * อาจใช้ สาร เมทาแลกซิล ผสมน้ำฉีดพ่น (ผลิตภัณฑ์ เมทาแลกซิล)


2. ปล่อยน้ำท่วมขังแปลงหลังปลูก  เกษตรกรบางรายเมื่อปลูกเสร็จจะปล่อยน้ำท่วมแปลงปลูกหรือปล่อยน้ำท่วมร่องปลูก ซึ่งน้ำจะท่วมขังอยู่เป็นเวลานานกว่าจะซึมลงดินหมด เมล็ดจะแช่อยู่ในน้ำเป็นเวลานาน ยาป้องกันโรคราน้ำค้างที่เคลือบเมล็ดอยู่จะละลายหายไปกับน้ำ ทำให้ต้นอ่อนที่งอกขึ้นมาไม่ได้รับยาป้องกันโรคราน้ำค้าง  จึงแสดงอาการเป็นโรคให้เห็น


วิธีแก้ไข คือ ให้น้ำในแปลงก่อนการปลูกและรอให้ดินมีความชื้นเหมาะกับการงอกของเมล็ดจึงทำการปลูก ยาที่เคลือบเมล็ดจะไม่ละลายหลุดไปกับน้ำ ต้นอ่อนที่งอกออกมาจึงได้รับยาอย่างเต็มที่และไม่เป็นโรคราน้ำค้าง


ปัญหาแมลงศัตรูข้าวโพด


มวนเขียว  หลังจากข้าวโพดผสมเกสรแล้ว บางครั้งจะมีมวนเขียวระบาดโดยเฉพาะช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในหน้าแล้ง มวนเขียวจะใช้ปากเจาะฝักข้าวโพดและดูดกินน้ำเลี้ยงจากเมล็ดที่ยังอ่อนอยู่ชึ่งจะไม่เห็นร่องรอยการทำลายจากภายนอก เมื่อเก็บเกี่ยวจะพบว่าเมล็ดมีรอยช้ำหรือรอยดำด่างทำให้ขายไม่ได้ราคา ป้องกันได้โดยการหมั่นเดินตรวจแปลงในระยะหลังจากผสมเกสรแล้วถ้าพบมวนเขียวให้ฉีดพ่นด้วยสารคาร์โบซัลแฟน (ผลิตภัณฑ์ มาสเตอร์ฟอส) อัตรา 40 ซี.ซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร  ฉีดพ่นที่ฝักข้าวโพด


เพลี้ยไฟ  ถ้าข้าวโพดหวานออกดอกในช่วงฝนทิ้งช่วงหรือในหน้าแล้ง มักจะพบว่ามีเพลี้ยไฟ(แมลงตัวเล็กๆ สีดำ)  เกาะกินน้ำเลี้ยงที่ไหมของฝักข้าวโพดทำให้ไหมฝ่อ การผสมเกสรไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่ดีตามไปด้วย ป้องกันได้โดยหมั่นตรวจแปลงในระยะออกดอก ถ้าพบว่ามีเพลี้ยไฟเกาะที่ไหม ให้ใช้สารอะบาเม็กติน (ผลิตภัณฑ์ เรดแนป) อัตรา 10-20 ซีซีต่อน้ำ 20 ลิตร  หรือ สารคาร์โบซัลแฟน (ผลิตภัณฑ์ มาสเตอร์ฟอส)อัตรา 40 ซี.ซี.  ต่อน้ำ 20 ลิตร   ฉีดพ่นที่ฝัก


ข้าวโพดไม่หวาน ถ้าพบว่าข้าวโพดหวานฝักสดมีรสชาติไม่หวานแสดงว่าดินในแปลงที่ปลูกข้าวโพดขาดธาตุโปแตสเซี่ยม (K) ธาตุโปแตสเซี่ยมจะช่วยให้การสะสมน้ำตาลในเมล็ดดีขึ้น แก้ไขได้โดยการใส่ปุ๋ยรองพื้นที่มีธาตุโปแตสเซี่ยมร่วมด้วย เช่น ปุ๋ยสูตร 25-7-7 หรือ 16-16-8 หรือ 13-13-21 ขึ้นกับสภาพดิน  ถ้าดินขาดโปแตสเซี่ยมมากก็ควรใส่ปุ๋ยสูตรที่มีค่า K สูง


เปลือกหุ้มฝักเหลือง  การเก็บเกี่ยวที่อายุเกิน 20 วันหลังออกไหม 50% จะมีผลทำให้เปลือกหุ้มฝักมีสีเขียวอ่อนลงดูเหมือนฝักจะแก่  บางครั้งถึงแม้ว่าจะเก็บเกี่ยวที่อายุเหมาะสม เปลือกหุ้มฝักก็ยังมีสีออกเหลือง  การแก้ไขทำได้โดยการเพิ่มปุ๋ยยูเรีย (46-0-0) อัตรา 15-20 กิโลกรัมต่อไร่ โรยข้างต้นข้าวโพดในขณะดินมีความชื้นในระยะที่ข้าวโพดออกดอก  จะทำให้เปลือกหุ้มฝักมีสีเขียวอยู่ได้นานขึ้น


โรคราสนิม  ถ้ามีโรคราสนิมระบาดรุนแรงจะทำให้ฝักข้าวโพดไม่สมบูรณ์ การติดเมล็ดจะไม่เต็มถึงปลายขายไม่ได้ราคา ในพื้นที่ที่มีการระบาดของโรคราสนิมอยู่เป็นประจำควรฉีดพ่น ด้วย เชื้อรา ไตรโคเดอร์ม่า


ควบคุมทุก 10-15 วัน  หรือใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ตั้งแต่ข้าวโพด ยังเล็ก


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

เห็ด (ราเขียว และ หนอนในเห็ด)

Posted by admin | 1 | Tuesday 8 December 2009 7:15 am
Tags







เพาะเห็ดในโรงเรือนแล้วเจอปัญหา เรื่องราเขียวที่มากินเห็ด รวมทั้งพวกหนอนที่เกิดกับเห็ด


ตัวอย่าง การใช้ในเห็ดโคนญี่ปุ่น


ซึ่งการใช้สารเคมีส่วนใหญ่  หลังใช้สารเคมีไปได้ระยะหนึ่งปรากฏว่ามีผลกระทบต่อเห็ด ซึ่งทำให้เห็ดเจริญเติบโตช้าลง และเห็ดที่เพาะก็ยังไม่ค่อยเป็นที่ต้องการของตลาดด้วยและยังเป็นอันตรายต่อตัวเองและผู้บริโภคด้วย


 ผลิตภัณฑ์ปลอดสารพิษ ที่ใช้ได้ผลดีโดยเฉพาะสำหรับเห็ด  คือ


มาสเตอร์ไซด์(เชื้อ บีเอส-บาซิลลัส ซับทีลิส) กำจัดราเขียว ,  และเชื้อบีที  กำจัด หนอนในเห็ด ซึ่ง มาสเตอร์ไซด์สามารถปราบราเขียวได้อยู่หมัด โดยที่มาสเตอร์ไซด์ ไม่กินเห็ดแต่อย่างใด


ขั้นตอนและวิธีการใช้  การใช้ , เชื้อบีเอส และเชื้อบีที ในเห็ดโดยวิธีการหมัก สูตรนมกล่องยูเอสที โดยใช้นมกล่องเทใส่ถุงพลาสติก รัดปากถุงข้างหนึ่งแล้วแขวนไว้ในที่ร่ม อากาศถ่ายเทสะดวก โดยใช้เป็น 3 ถุงๆ ละ 250 ซีซี โดยถุงที่ 1 ใส่บีเอสลงไป 5 ซีซี  ถุงที่ 2 ใส่เชื้อบีที ลงไป 5 กรัม ทั้งสามถุง หมักทิ้งไว้ 24 ชั่วโมง หลังจากนั้นจึงทำการตรวจดูว่า นมที่หมักมีกลิ่นเหม็นบูดเหมือนนมเน่า แสดงว่าใช้ได้ จึงนำนมที่หมักทั้งสามถุง มาผสมน้ำอีก 20 ลิตร แล้วนำไปฉีดให้เห็ด โดยฉีดเป็นฝอยๆไปที่หน้าก้อนเห็ดพอประมาณ โดยฉีดตอนเช้า และตอนเย็น โดยความถี่ในการฉีด จะฉีด 3-5 วัน/ครั้ง เพื่อป้องกันไว้ก่อน ไม่ให้มีปัญหากับเห็ดจะเป็นการแก้ปัญหาที่ต้นเห็ดและเป็นการแก้ไขที่ตรงจุด


การให้น้ำ จะให้น้ำตามปกติ คือ ระบบให้น้ำแบบหัวพ่นหมอก ในช่วงแรกที่เริ่มนำเห็ดเข้าเพาะ จะให้ 3 ชั่วโมง/ครั้ง หลังจากที่เห็ดเริ่มออกดอกแล้ว ก็จะลดจำนวนครั้งการให้น้ำลง เป็น 6 ชั่วโมง/ครั้ง แต่ว่าตอนกลางคืนจะไม่มีการให้น้ำเพราะว่ากลางคืนความชื้นจะไม่ค่อยสูญเสียไป


การพักก้อน หลังจากเก็บดอกเห็ดแล้วก็จะพักก้อนไว้ประมาณ 2 สัปดาห์ โดยที่ระหว่างการพักก้อนจะไม่ให้น้ำหรืออาจะให้เป็นบางครั้งเพื่อป้องกันอากาศในโรเรือนแห้ง แต่ก็ไม่ค่อยเจอปัญหานี้


 เพิ่มเติม:


 - หากมีปัญหาปลวก ให้ใช้ เมทตาวัน (เชื้อรา เมตตาไรเซี่ยม) โรยบนตัวปลวก หรือ นำเชื้อผสมน้ำ ราดให้ทั่วตัวปลวก ทางเดิน และรัง


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

ยางพารา

Posted by admin | 1 | Tuesday 8 December 2009 6:04 am
Tags

ศัตรูที่สำคัญของ ต้นยางพารา




























 โรคและแมลงศัตรูพืช


 ลักษณะอาการ                                                


 ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ


 ปลวก


ชื่อ คอปโตเทอเมส เซอวิคนาตัส (Coptotermes curvignathus)


ปลวกงานจะ กัดกินส่วนรากของต้นยางที่มีชีวิตอยู่โดยเฉพาะบริเวณโคนต้นใต้ผิวดิน และกัดกินต่อไปภายใน ลำต้นจนเป็นโพรง ในระยะนี้ต้นยางจะแสดงอาการใบเหลือง ต่อมาเมื่อระบบรากถูกทำลาย เป็นส่วนมากต้นยางจะตายในที่สุด ต้นยางที่ตายเพราะถูกปลวกทำลายนี้ ส่วนมากจะยืนต้นตายอย่างรวดเร็ว การระบาดของปลวกสังเกตได้จากต้นยางที่แสดงอาการใบผิดปกติ จะลุกลามออกไปยังต้นข้างเคียงค่อนข้างรวดเร็ว


นอกจากจะทำอันตรายกับต้นยางทุก ๆ ระยะการเจริญเติบโตแล้ว ยังทำลายพืชอื่นอีกหลายชนิด รังของปลวกอาจอยู่ไกลจากแหล่งที่มันหาอาหารมาก และบางครั้งอาจสร้างรังย่อยขึ้นเป็นระยะ ๆ ระหว่างทางเดินจากรังใหญ่ไปสู่แหล่งอาหาร รังของปลวกชนิดนี้ จะไม่มีลักษณะเป็นจอมปลวกขึ้นมา


 -ปลอดสารพิษ ใช้ เมทตาวัน (เชื้อรา เมตตาไรเซี่ยม) อัตรา 100 กรัม ผสมน้ำ 20 ลิตร ราดตรงบริเวณที่มีปลวกขึ้นเป็นระยะๆ จะสังเกตุเห็นรังปลวกค่อนข้างยาก ต้องลองขุดดินบริเวณโคนต้นดู หรือ ต้นที่ล้มแล้ว หรืออาจจะสังเกตุทางเดินที่เป็นอุโมงปลวก แล้วราดเชื้อราที่ผสมน้ำแล้วลงไป เชื้อราค่อยๆแพร่เชื้อสู่ตัวปลวก และกระจายสู่ตัวอื่นๆต่อไป


- ใช้สารกำจัดแมลง  นอยวิน40 (สาร คลอร์ไพริฟอส) ผสมน้ำรดดินรอบ ๆ ต้นยางแต่ละต้นที่ได้ทำการขุด เป็นร่องตื้น ๆ รอบ ๆ โคนต้นไว้แล้วเพื่อกันสารเคมีไหลล้นออกไป ซึ่งวิธีนี้จะทำให้สารเคมีไหลลงไปตามรากของยางได้มากขึ้นและป้องกันปลวกได้ผลดี

 โรคใบแห้ง ในกิ่งพันธุ์  หรืออาจเรียกว่า โรคใบจุดก้างปลา

เชื้อรา สาเหตุCorynespora cassiicola

มีขอบแผลสีน้ำตาลดำ กลางแผลเป็นสีเทา ถ้าเข้าทำลายช่วงใบเพสลาด แผลจะลุกลามเข้าไปตามเส้นใบ เห็นเป็นรูปก้างปลา มีสีซีดและใบร่วงในที่สุด ถ้าเข้าทำลายก้านใบ กิ่งแขนงและลำต้นตรงกลางแผลจะช้ำบุ๋มลง และลุกลามจนทำให้ยอดกิ่งก้านและลำต้นแห้งตาย  ต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปี     ควรใช้ คาเรน  (สารคาร์เบนดาซิม) ผสมน้ำฉีดพ่นให้ทั่ว ตั้งแต่ เริ่มผลิใบอ่อนทุก 7 วัน และบำรุงต้นยางให้สมบูรณ์แข็งแรงอยู่เสมอจะช่วยลดความรุนแรงของโรคได้

 โรคราแป้ง (Powdery mildew)


สาเหตุ : เชื้อรา Oidium heveae


-ระบาดบนใบยางอ่อนที่แตกออกมาใหม่ภายหลังจากการผลัดใบประจำปี จึงเป็นสาเหตุให้ใบยางร่วงอีกครั้งหนึ่งและกิ่งแขนงบางส่วนอาจแห้งตาย ความรุนแรงของโรคจะเปลี่ยนแปลงไปตามลักษณะการผลัดใบของต้นยาง อายุใบ ความต้านทานโรคของพันธุ์ยาง สภาพพื้นที่ของแปลงปลูก และสภาพอากาศในช่วงที่ต้นยางผลิใบใหม่ โรคนี้นอกจากทำให้เกิดอาการทางใบแล้วยังทำให้ดอกร่วง สูญเสียเมล็ดในการขยายพันธุ์


ลักษณะอาการ


เชื้อราเข้าทำลายใบอ่อน ทำให้ใบยางบิดงอ เน่าดำและร่วง ในระยะใบเพสลาดจะเกิดเป็นแผล


ขนาดค่อนข้างใหญ่และมีขอบเขตไม่แน่นอน บริเวณแผลพบกลุ่มเส้นใยและสปอร์เชื้อราสีขาวเทาคล้าย


ผงแป้ง เนื้อเยื่อบริเวณที่เชื้อเจริญจะค่อยๆเปลี่ยนจากสีเหลืองเป็นสีน้ำตาลอ่อน ถ้าเชื้อราเข้าทำลายดอก


ยางจะทำให้ดอกร่วง


การแพร่ระบาด


ระบาดรุนแรงในช่วงยางผลิใบใหม่ ในสภาพอากาศเย็น ความชื้นสูง มีหมอกในตอนเช้า หรือมี


ฝนตกปรอยๆสลับกับแสงแดด เชื้อแพร่ระบาดได้ดีโดยลม

 

ต้นยางที่มีอายุน้อยกว่า 2 ปี พ่นสารเคมีบนใบยางที่เริ่มผลิใหม่เมื่อพบโรคระบาด โดย ให้ คาเรน (สารคาร์เบนดาซิม) 20 กรัมต่อน้ำ 20 ลิตร ฉีดพ่นให้ทั่วทุกสัปดาห์ตั้งแต่เริ่มพบโรค

 โรคใบร่วงที่เกิดจากเชื้อราไฟทอปโทรา (Phytophthora leaf fall) ะบาดในช่วงฤดูฝน เชื้อสาเหตุทำลายส่วนต่างๆของต้นยางทั้งใบ ฝัก กิ่งก้านและหน้ากรีดยาง

ฝักที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ไม่แตกและร่วงหล่นตามธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งพักของเชื้อที่สำคัญ


ลักษณะอาการ


สังเกตอาการเด่นชัดที่ก้านใบ โดยปรากฏรอยแผลช้ำสีน้ำตาลเข้มถึงดำตามความยาวของก้านใบ


แผลบริเวณที่เป็นทางเข้าของเชื้อ มีหยดน้ำยางเล็กๆเกาะติดอยู่ เมื่อนำมาสะบัดเบาๆใบย่อยจะหลุดออก


จากก้านใบได้โดยง่าย มีผลทำให้ใบร่วงทั้งที่ยังเขียวสดอยู่ เชื้ออาจเข้าทำลายปลายใบ หรือขอบใบ


เกิดแผลสีน้ำตาลมีลักษณะช้ำน้ำขยายติดต่อกันเป็นแผลใหญ่ ทำให้ใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง และแดง


ก่อนที่จะร่วง ในสภาพอากาศเหมาะสม ยางพันธุ์อ่อนแอใบจะร่วงหมด และผลผลิตลดลงอย่างชัดเจน


นอกจากนี้ยังพบว่าเชื้อนี้สามารถเข้าทำลายฝักยางได้ทุกระยะ ทำให้ฝักเน่า ถ้าความชื้นในอากาศสูง


จะพบเชื้อรา สีขาวเจริญปกคลุมฝัก ฝักที่ถูกทำลายจะเน่าดำค้างอยู่บนต้น ไม่แตกและร่วงหล่นตาม


ธรรมชาติ กลายเป็นแหล่งเชื้อโรคในปีถัดมา


การแพร่ระบาด


ความรุนแรงของการเกิดโรคขึ้นอยู่กับปริมาณน้ำฝน และจำนวนวันฝนตก เชื้อนี้ต้องการน้ำเพื่อ


การขยายพันธุ์จึงระบาดได้ดีในสภาพอากาศเย็น ฝนตกชุก มีความชื้นสูงต่อเนื่องกันอย่างน้อย 4 วัน มี


แสงแดดน้อยกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน ส่วนขยายพันธุ์จะถูกทำลายโดยง่ายด้วยแสงแดดและสภาพอากาศแห้ง


พืชอาศัย


มีรายงานว่าเชื้อ P. palmivora เข้าทำลายพืชอื่นได้มากกว่า 130 ชนิด อาทิ ส้ม พริกไทย ปาล์ม


โกโก้ ทุเรียน

 

การป้องกันกำจัด


1. ไม่ควรปลูกยางพันธุ์อ่อนแอต่อโรค เช่น RRIM 600ในแหล่งปลูกที่เป็นเขตระบาดของโรค


2. ไม่ควรปลูกพืชอาศัยของเชื้อราเป็นพืชแซมหรือพืชร่วม


3. กำจัดวัชพืชและตัดแต่งกิ่งในสวนยางให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก เพื่อลดความชื้นในสวนยาง


4. หากเชื้อระบาดกับต้นยางอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือในแปลงเพาะชำต้นกล้ายาง ป้องกันกำจัดโดยพ่นด้วยสารเคมี


สารเคมี


- ใช้เมทาแลกซิล


- หรือใช้ ซีบัส(สารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม)


ปลอดสารพิษ


- ใช้ มาสเตอร์ไซด์ (ชีวภัณฑ์ เชื้อแบคทีเรีย บาซิลลัส ซับทีลิส ป้องกันโรคพืช)

 

-โรคเส้นดำ (Black stripe)


สาเหตุ : เชื้อรา Phytophthora botryosa และ P. palmivora


-โรคเปลือกเน่า (Mouldy rot)


สาเหตุ : เชื้อรา Ceratocystis fimbriata

   -ใช้การป้องกันด้วยสารเคมีเหมือนโรคใบร่วง

ก่อนปลูกยางท่านรองก้นหลุมด้วย  ปุ๋ยหินฟอสเฟตหรือไม่??


การรองก้นหลุมปลูกยางพารา หรือการใส่ปุ๋ยหินฟอสเฟต หรือ ปุ๋ยร็อคฟอสเฟต (0-3-0) ในอัตรา 170 กรัมต่อหลุม หรือ 5-6 หลุมต่อปุ๋ย 1 กิโลกรัม


เป็นคำแนะนำที่ทางสถาบันวิจัยยางและสำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.)ได้แนะนำมาโดยตลอด ไม่ว่าจะปรับปรุงคำแนะนำกี่ครั้ง กี่หน


คำแนะนำในเรื่องนี้ ก็ยังไม่เปลียนแปลง ทั้งนี้ ก็เพื่อให้ต้นยางได้รับธาตุฟอสฟอรัสอย่างเพียงพอในระยะที่จำเป็น ฟอสฟอรัส เป็น 1 ใน 3


ของธาตุอาหารหลักหรือธาตุอาหารที่พืชต้องการเป็นปริมาณมาก หรือมหธาตุ (Macronutrient Elements)


ปุ๋ยหินฟอสเฟตเป็นปุ๋ยที่จะคงอยู่ในดินได้นานที่สุดเมื่อเทียบกับปุ๋ยอื่นที่ให้ธาตุฟอสฟอรัส สำหรับต้นยางพาราแล้ว


มีประโยชน์ในการช่วยให้ระบบรากต้นยางโดยเฉพาะในระยะเริ่มต้นเจริญเติบโตเร็ว ซึ่งจะเป็นสิ่งสำคัญต่อการตั้งตัวในระยะแรก ๆ ของการปลูกยางพารา,


มีผลต่อการเจริญเติบโต และสำหรับต้นยางที่เริ่มให้ผลผลิต ก็จะทำให้ผลผลิตน้ำยางสูงด้วย


ปัจจุบันพบว่า มีบ้าง ที่เกษตรกรชาวสวนยาง มิได้รองก้นหลุมเหมือนที่เคยกระทำมาในอดีต ทั้ง ๆ ที่เป็นสวนยางที่ปลูกซ้ำรอบสอง รอบสาม


ซึ่งธาตุฟอสฟอรัสได้สูญเสียไปกับกิ่ง ก้าน ใบ ลำต้น ดอก ผล และผลผลิตน้ำยาง ทั้งนี้ สาเหตุหลัก ๆ


ที่ไม่ได้รองก้นหลุมก็คือชาวสวนยางไม่สามารถหาซื้อปุ๋ยหินฟอสเฟต ตามร้านค้าในระดับอำเภอได้ ยกเว้นอำเภอใหญ่ ๆ (แต่เดิม


สำนักงานกองทุนสงเคราะห์การทำสวนยาง(สกย.) เป็นผู้จัดหาให้เกษตรกร ปัจจุบันสกย.ใช้นโยบายให้เจ้าของสวนยางจัดซื้อหรือหาเอง)


แต่อย่างไรก็ตาม ปุ๋ยหินฟอสเฟตก็ไม่ได้ขาดตลาด เพียงแต่ไม่มีจำหน่ายในระดับอำเภอเล็ก ๆ เนื่องจากทางร้านค้าคงจะขายได้น้อย ไม่คุ้มค่าขนส่ง


แต่หากชาวสวนยางต้องการซื้อปุ๋ยหินฟอสเฟตจริง ๆ ก็คงไม่เหลือบ่ากว่าแรงที่จะจัดการเรื่องนี้ได้ เนื่องจากมีเวลานานนับเดือนที่จะเตรียมการในเรื่องดังกล่าว


 


ผลิตภัณฑ์แนะนำ


- โกลด์มิค : สารโพแทสเซี่ยม-ฮิวเมท ชนิดผงเข้มข้น ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินที่แข็ง แน่นทึบ ให้โปร่ง ร่วนซุย และช่วยละลายปุ๋ยที่ตกค้างในดินให้นำมาใช้ได้ประโยชน์มากยิ่งขึ้น และยังสามารถผสมปุ๋ยหว่านโดยลดปริมาณปุ๋ยลงได้


- ปุ๋ยปลา(ปลาหมัก) เพิ่มธาตุอาหาร หลักและเสริม ให้แก่ต้นยาง และยังช่วยปรับโครงสร้างของดิน


  โดยวัตถุจากปลา ไม่มีสารเคมี


-ปุ๋ยอินทรีย์เม็ด เพิ่มธาตุอาหาร หลักและเสริม ให้แก่ต้นยาง และยังช่วยปรับโครงสร้างของดิน


  วัตถุดิบจากมูลสัตว์


- เชื้อรา ไตรโคเดอร์ม่า  ควบคุมโรครากเน่า โคนเน่า แบบปลอดสารพิษตกค้าง และเชื้อไตรโคเดอร์ม่าสามารถอยู่ในดินเพื่อที่จะควบคุมโรคพืชได้นาน เมื่ออยู่ในสภาวะที่เหมาะสม ช่วยให้รากพืชแข็งแรง และมีภูมิต้านทานต่อโรคพืชหลายชนิด


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

พืชตระกูลแตง

Posted by admin | 1 | Monday 7 December 2009 11:49 pm
Tags

 โรคและแมลงศัตรู แตงโม และ แตงกวา/แตงร้าน  และพืชตระกูลแตงอื่นๆ             
          การให้น้ำ
                    พืชตระกูลแตงต้องการน้ำมากสำหรับการเจริญเติบโตของลำต้นและผลตลอดอายุการปลูก แต่การให้น้ำมากเกินไปจะ
                       ทำให้ ผลผลิตและขนาดของผลลดลง เนื่องจากน้ำจะชะล้างปุ๋ยไปจากบริเวณราก จำนวนครั้งในการให้น้ำขึ้นอยู่กับชนิด
                        และลักษณะของดิน
        การป้องกันกำจัดศัตรูพืช
                   วัชพืช   กำจัดทุกครั้งที่มีการใส่ปุ๋ย หรือเมื่อเกิดวัชพืชขึ้น
                  โรค
































 โรคและแมลงศัตรูพืช ลักษณะอาการ   ผลิตภัณฑ์ที่แนะนำ ต่อน้ำ 20 ลิตร
 เพลี้ยไฟ  จะดูดกินน้ำเลี้ยงที่ยอดอ่อนทำให้เกิดอาหารยอดแคระแกร็น ตั้งชัน หรืออาการที่เรียกว่า โรคไอ้โต้ง

 เรดแนป(สารอะบาเม็ตติน1.8%) อัตรา 10 ซีซี  หรือ  มาสเตอร์ฟอส(สารคาร์โบซัลแฟน) ตามอัตราที่ระบุในฉลาก


หรือใช้ เมตตาวัน (เชื้อเมตตาไรเซี่ยม ) ปลอดสารพิษควบคุมกำจัด

  ด้วงเต่าแดง  กัดกินใบและต้นอ่อน ทำให้ตันแตงชะงักการเจริญเติบโต  หมั่นตรวจดูสวนแตงในเวลาเช้าที่แดดยังไม่จัด การกำจัดทำลายด้วยมือจะช่วย ได้มาก  หากระบาดรุนแรงควรใช้สารเคมีฆ่าแมลง เช่น มาสเตอร์ฟอส (สารคาร์โบซัลแฟน )
 เพลี้ยอ่อน

 ดูดกินน้ำเลี้ยงจากส่วนยอด ใบ และ ลำต้น


ทำให้ต้นชะงักการเจริญเติบโต


 ป้องกันกำจัดโดยใช้  โมราเรส (สารโอเมโทเอต) หรือ มาสเตอร์ฟอส(สารคาร์โบซัลแฟน) , หรือ  แคนโทมิล(สารเมโทมิล)


หรือใช้ เมตตาวัน (เชื้อเมตตาไรเซี่ยม ) ปลอดสารพิษควบคุมกำจัด

 หนอนเจาะผล  เจาะทำลายผลอ่อน กัดกินผิวเปลือกจนเป็นแผล เป็นสาเหตุให้โรคเข้าทำลาย เช่น โรคผลเน่า ใช้ เอซัส (สารไซเพอร์เมทริน) หรือ นอยวิน40 (สารคลอร์ไฟริฟอส) หรือ แคนโทมิล (สารเมโทมิล)
 โรคเถาแตก  เกิดได้ทุกระยะการปลูกแตง จะเห็นรอยแตกที่เถาบริเวณโคนต้น ใบแตงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง แล้วเริ่มเหี่ยวเฉาจากยอด และเหี่ยวตลอดทั้งเถาอย่างรวดเร็ว  ใช้ คาเรน (สารคาร์เบนดาซิม)  อัตรา 10-20 กรัม
 โรคแอนแทรคโนส  ลักษณะแผลเป็นจุดสีน้ำตาลเข้ม แผลแห้งกรอบ และยุบตัวเป็นรู เกิดได้ทั้งบนใบ และที่ผลแตง

 สารคาร์เบนดาซิม (คาเรน) , หรือใช้ ชีวภัณฑ์ปลอดสารพิษ ควบคุม เช่น 


   ใช้เชื้อ BS ซับทีลิส (มาสเตอร์ไซด์)  , หรือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ผสมน้ำฉีดสลับกัน


 

















 โรคราน้ำค้าง

 ลักษณะแผลเป็นรอยด่างซีด ใต้ใบมีขุยสีชาว จะระบาดมากในช่วงที่มีอากาศเย็น และมีน้ำค้างมาก  ป้องกันกำจัด โดยใช้สารเคมี เช่น  สารเมทาแลกซิล หรือ สารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม(ซีบัส) ฉีดพ่นป้องกันหลังจากต้นแตง มีใบจริง 2-3 ใบ โดยฉีดพ่นทุกๆ 5 วัน จนกระทั่งพืชแข็งแรงพ้นระยะการระบาดของโรค
 โรครากเน่าโคนเน่า  ใบและเถาจะแสดงอาการเหี่ยว บริเวณโคนต้นเหนือผิวดินจะมีรอยช้ำสีดำ หรือแตกตามยาว และมีน้ำเมือกซึมออกมา  ป้องกันกำจัด โดยใช้สารเคมี เช่น  สารเมทาแลกซิล หรือ สารฟอสอีทิล-อะลูมิเนียม(ซีบัส)  หรือใช้ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า ควบคุม
     


 


ผลิตภัณฑ์แนะนำ ในการบำรุงรักษา


1. ซีมาสเตอร์(สาหร่ายมรกต) ฉีดพ่นหลังย้ายปลูก 7 วัน


    – สารกระตุ้นการเจริญเติบโตของพืชจากธรรมชาติ


    – ช่วยการผสมเกสร


    – ขยายขนาดผล


    -  ช่วยฟื้นสภาพต้น


2. ริชบอน (แคลเซียม-โบรอน)


    – ช่วยเพิ่มการผสมเกสร


    – ลดการหลุดร่วงของผล


    – แก้ปัญหาผลแตก


3.  บีฟลาย (น้ำตาลทางด่วน)


    – เร่งความหวาน


    - สร้างเนื้อ เนื้อแน่น ผลโต


4. ไฮโกร1+ (ธาตุอาหารเสริมคีเลท)


     -  บำรุงทุกสัดส่วนของพืช ต้น ใบ ดอก ผล


     -  เป็นธาตุรองและเสริม ช่วยให้พืชเติบโตอย่างสมบูรณ์


5. โกลด์มิค : โพแทสเซียม-ฮิวเมท ผงเข้มข้น  ใช้ในการปรับปรุงดิน ให้ดินโปร่ง ร่วนซุย ละลายปุ๋ยที่ตกค้างในดินเพื่อให้พืชนำไปใช้ประโยชน์ได้เพิ่มเติม


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

โรคพืชที่เกิดจากไวรัส

Posted by admin | 1 | Monday 7 December 2009 10:41 pm
Tags

โรคพืชที่เกิดจากเชื้อไวรัส ในประเทศไทย










































































































ชื่อโรค

อาการ

เชื้อสาเหตุ

วิธีถ่ายทอดเชื้อ

การป้องกันกำจัด

1. โรคตุ่มหูดของข้าว

เป็นตุ่มหูดสีเขียวตามใบหรือกาบใบ

Rice gall dwarf virus (RGDV)

เพลี้ยจักจั่น (persistent)

1. เผาทำลายตอซัง โดยเฉพาะจากแปลงที่เคยมีประวัติการเป็นโรคจากฤดูก่อนเพื่อกำจัดแหล่งที่มาของเชื้อ
  2. ทำลายวัชพืชโดยเฉพาะพวกพืชอาศัยของเชื้อที่เป็นแหล่งพักตัวของแมลงพาหะเพื่อตัดวงจรของโรค
  3. ใช้สารฆ่าแมลงกำจัดแมลงพาหะ เช่น สารโอเมโทนเอต(โมราเรส) ,สารฟีโนบูคาร์บ(เอคาร์บ) ,หรือสารคลอร์ไพริฟอส(นอยวิน40)

2. โรคใบด่างของถั่วลิสง

เป็นจุดด่างกระหรือด่างเป็นปื้นบนใบ

Peanut mottle virus (PMV) หรือ Peanut Stripe virus (PStV)

เพลี้ยอ่อน
(stylet borne)เมล็ดและวิธีกล

  


  1. คัดเลือกเมล็ดจากต้นที่ไม่เป็นโรคไปปลูก
  2.
ทำลายต้นถั่วลิสงหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่เป็นโรคให้หมดไปจากแปลงปลูกโดยตัดทำลายแล้วเผาทิ้ง
  3.
ไม่ควรจับต้องต้นโดยไม่จำเป็น หรือถ้าจำเป็นจะต้องจับต้อง ควรจะทำความสะอาดมือหรือเครื่องใช้ต่าง ๆ ในแปลงปลูก


  4. หากจำเป็น ใช้สารโอเมโทเอต(โมราเรส) , หรือ สารอะบาเม็กติน(เรดแนป) ,สารคาร์โบซัลแฟน(มาสเตอร์ฟอส)


      สารเมโทมิล (แคนโทมิล) หรือใช้เชื้อราเมตตาไรเซี่ยมปลอดสารพิษควบคุมกำจัด


3. โรคใบด่างของถั่วเหลือง

เป็นจุดด่างบนใบ เมล็ดลาย ใบอาจจะลีบเล็ก

Soybean mosaic virus (SMV)

เพลี้ยอ่อน
(stylet borne)
และวิธีกล

แนวเดียวกับ 2

4. โรคใบด่างเหลืองของถั่วฝักยาว

เป็นจุดด่างเขียวสลับเหลืองบนใบ

Blackey cowpea mosaic virus

เพลี้ยอ่อน
(stylet borne)
(BICMV)

แนวเดียวกับโรคใบด่างของถั่วเหลืองเมล็ดและวิธีกล

5. โรคใบด่าง เหลืองของถั่วเขียว

อาการคล้ายกับ 4

Mungbean yellow mosaic virus (MYMV)

แมลงหวี่ขาว

แนวเดียวกับ 1

ควรใช้สาร คาร์โบซัลแฟน (มาสเตอร์ฟอส) หรือ เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ปลอดสารพิษควบคุมกำจัด

6. โรคใบหดของยาสูบ

ขอบใบม้วนงอ เนื้อใบหยาบและหดเป็นคลื่นมักมีติ่งเกิดตามใต้ใบ

Tobacco leaf curl virus (TLCV)

แมลงหวี่ขาว


แนวเดียวกับ 1

ควรใช้สาร คาร์โบซัลแฟน (มาสเตอร์ฟอส) หรือ เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ปลอดสารพิษควบคุมกำจัด

7. โรคยอดหงิกของมะเขือเทศ

ขอบใบม้วนงอขึ้น, ใบเหลือง ยอดแตกเป็นพุ่ม ต้นแคระแกรน

Tomato yellow leaf curl virus (TYLCV)

แมลงหวี่ขาว


แนวเดียวกับ 1

ควรใช้สาร คาร์โบซัลแฟน (มาสเตอร์ฟอส) หรือ เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ปลอดสารพิษควบคุมกำจัด

8. โรคใบด่างของแตงชนิดต่าง ๆ

ใบด่างเป็นจุดกระสีซีดหรือเขียวอ่อน, ต้นแคระแกร็น แตกเถาน้อย

Water melon mosaic virus (WMV)

เพลี้ยอ่อนและวิธีกล

แนวเดียวกับ 2

9.โรคยอดบิดของหวายมาดาม

ยอดอ่อนบิดเบี้ยว มีขีด หรือจุดตาย สีน้ำตาล

Cymbidium mosaic virus (CYMV)

เชื้อติดไปกับเครื่องมือที่ใช้ตัดแยกหน่อ


ล้างมือหรือเครื่องมือตัดแต่งด้วยน้ำสบู่ก่อนที่จะตัดแต่งต้นต่อไป, ควรแยกตัดเฉพาะต้นที่ไม่มีอาการนำมาขยายพันธุ์


10.โรคใบไม้ ของกล้วยไม้ แคทลียา

เกิดจุดตายสีน้ำตาล บุ๋มลงไปในเนื้อใบ

เชื้อเดียวกันกับโรคที่ 9

เหมือนกับ 9



เหมือนกับ 9


11. โรคดอกด่างของกล้วยไม้แคทลียา

อาการบนใบคล้ายกับโรคใบไม้ แต่จะมีอาการด่างเกิดขึ้นบนดอกด้วย

Tobacco mosaic virus orchid strain (TMV-O)

เหมือนกับ 9



แนวเดียวกับ 9


12. โรคใบด่างของหม่อน

ใบด่างเป็นรูปลายเส้นหรือรูปวงแหวน

Fig mosaic virus (?) (FMV)

ติดไปกับกิ่งชำ




แนวเดียวกับ 9


13.โรคใบด่างแคระของข้าวโพด

ใบด่างเป็นทางยาวขนานไปกับเส้นใบต้นเตี้ยแคระ

Maiz dwarf mosaic (MDMV)

เพลี้ยอ่อนและ วิธีกล

แนวเดียวกับ 2

14. โรคใบด่าง วงแหวนของมะละกอ

ใบด่างเป็นวงหรือเป็นลายเส้น

Papaya ringspot virus (RsV)


เพลี้ยอ่อนและ วิธีกล



แนวเดียวกับ 2

15. โรคยอดไหม้ของถั่วลิสง

ต้นแคระแกรน, ใบด่างเป็นวงแหวนหรือมีสีซีดตายอดตาย, ข้อปล้องสั้นกว่าปกติ

Groundnut หรือ Peanut bud nocrosis virus (GBNV หรือ PBNV)

เพลี้ยไฟ
(persistent)

ฉีดพ่นด้วยสารเคมีที่กำจัดเพลี้ยไฟได้เช่น

สารคาร์โบซัลแฟน(มาสเตอร์ฟอส) , หรือ

สารอะบาเม็กติน(เรดแนป) หรือใช้เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ปลอดสารพิษ ควบคุมกำจัด

16. โรคใบด่างม่วงของมะเขือเทศ

ใบด่างเป็นสีม่วง, มีจุดตายบนใบและผลโดยเฉพาะบริเวณบ่าผลมักบิดเบี้ยวเสียรูป

เชื้อเดียวกันกับ 15



เพลี้ยไฟ



เช่นเดียวกับ 15


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

ยาสูบ

Posted by admin | 1 | Monday 7 December 2009 10:08 pm
Tags

ยาสูบ


ยาสูบ (common tobacco ชื่อทวินาม: Nicotiana tabacum) หรือ จะวั้ว เป็นไม้ล้มลุก ลำต้นมีขนอ่อนนุ่มปกคลุม สูงประมาณ 1 – 1.5 เมตร ใบลักษณะเป็นรูปไข่กลับ โคนใบแคบ ใบโตหนามีขนอ่อนปกคลุม ดอกออกเป็นช่อยาวที่ปลายยอด สีชมพูอ่อนหรือแดงเรื่อ ออกผลลักษณะเป็นแคปซูล ใช้ใบตากแห้งเป็นส่วนประกอบในบุหรี่ หรือยาเส้น



การเพาะปลูก


ยาสูบ เป็นพืชไร่ ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ด



สรรพคุณทางยา


จัดเป็นพืชสมุนไพร ใบใช้ทำเป็นยาทำให้หลับ ระงับประสาท ขับเหงื่อ ทำให้อาเจียน ใช้เป็นยาฆ่าเหา


ยาสูบ











. โรคใบหดของยาสูบ

ขอบใบม้วนงอ เนื้อใบหยาบและหดเป็นคลื่นมักมีติ่งเกิดตามใต้ใบ

Tobacco leaf curl virus (TLCV)

แมลงหวี่ขาว


1. คัดเลือกกล้ายาสูบที่ไม่เป็นโรคไปปลูก
2. ทำลายยาสูบหรือวัชพืชต่าง ๆ ที่เป็นโรคให้หมด
จากแปลงปลูกโดยตัดทำลายแล้วเผาทิ้ง
3. ไม่ควรจับต้องต้นยาสูบโดยไม่จำเป็น และทำความสะอาดเครื่องมือเครื่องใช้

4.ถ้าจำเป็นต้องใช้สารเคมี ควรใช้สาร คาร์โบซัลแฟน (มาสเตอร์ฟอส) หรือ เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม ปลอดสารพิษควบคุมกำจัด


 


อยู่ในระหว่างการเพิ่มเติมข้อมูล ……


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

มะม่วง

Posted by admin | 1 | Monday 7 December 2009 4:36 am
Tags

โรคและแมลงศัตรู ของ มะม่วง








































 โรคและแมลง  ลักษณะอาการและการทำลาย

การป้องกันกำจัด 


(ผสมน้ำ 20 ลิตร)

 เพลี้ยไฟ

 ตัวอ่อนและตัวเต็มวัยจะดูดกินน้ำเลี้ยงบริเวณใบอ่อน ช่อดอก ทำให้ช่อดอกหงิก ดอกร่วง ไม่ติดผล คุณภาพผลผลิตลดลง


ควรระมัดระวัง ช่วงอากาศร้อนและแห้ง โดยเฉพาะช่วงระยะออกดอก


 ใช้ เรดแนป (สารอะบาเม็กติน)


อ้ตรา 5-10 ซีซี

 เพลี้ยจักจั่น  จะพบตัวอ่อน และตัวเต็มวัย ตามช่อดอกและใบ โดยดูกน้ำเลี้ยง ทำให้ดอกแห้ง และร่วง มักพบราดำระบาดร่วมด้วย  ใช้ เอคาร์บ
(สารฟีโนบูคาร์บ)อ้ตรา 30-40 ซีซี
 เพลี้ยหอย,เพลี้ยแป้ง  เพลี้ยหอยและเพลี้ยแป้งจะดูดกินน้ำเลี้ยงจากกิ่ง ใบ ช่อดอก ผลอ่อน ผลแก่ และส่งผลให้ผลผลิตด้อยคุณภาพ มักพบราดำระบาดร่วมด้วย ใช้ นอยวิน40(สารคลอร์ไพริฟอส) อัตรา 30-40 ซีซี หรือป้องกันโดยใช้ เมทตาวัน (เชื้อราเมตตาไรเซี่ยม) ในการควบคุมอัตรา 30-60 กรัม
 หนอนเจาะต้น  เป็นหนอนของด้วงปีกแข็ง มักวางไข่ตามรอยแตกของเปลือกต้นมะม่วง ตัวหนอนจะกัดกินเนื้อไม้ และสร้างขุยปิดรูที่เจาะเข้าไป ถ้าระบาดมาก ต้นและกิ่งที่โดนเจาะจะตาย  ใช้ นอยวิน40(สารคลอร์ไพริฟอส) อัตรา 30-40 ซีซี หรือ โฟโดลิค อัตรา 20-30 ซีซี
 โรคแอนแทรคโนส  เกิดได้กับทุกส่วนของต้น หากเกิดที่ใบจะมีจุดสีน้ำตาลขอบเข้ม ขนาดแผลไม่แน่นอน ส่วนที่ผลจะเป็นจุดแผลสีดำ แผลยุบตัวลงมีสีคล้ำลุกลามเร็ว

 ใช้ คาเรน(คาร์เบนดาซิม) อัตรา 15-20 กรัม หรือ มาสเตอร์ไซด์(เชื้อแบคทีเรียควบคุมโรคพืช) อัตรา 20-30 ซีซี หรือ เชื้อราไตรโคเดอร์ม่า

 โรคราแป้ง  มักเข้าทำลายที่ช่อดอก ก้านดอกเป็นจุดแผลช้ำ จุดแผลจะเปลี่ยนเป็นสีเหลืองน้ำตาลไหม้ ที่แผลจะมีผงสีขาวฟูปกคลุมอยู่  ใช้ คาเรน(คาร์เบนดาซิม) อัตรา 15-20 กรัม
 โรคราดำ  จะพบคราบสีดำปกคลุมผิวใบ และส่วนต่างๆของพืช จะส่งผลต่อการสังเคราะห์แสงของพืช ทำให้มะม่วงไม่ติดผล และคราบดำจะทำให้ผลไม่สวย คุณภาพและราคาตกต่ำ มักระบาดร่วมกับแมลง ตระกูลเพลี้ย

ตัดกิ่งใบที่เป็นโรคออกแล้วนำไปทิ้งนอกสวนหรือทำลายโดยการเผา 


ใช้เชื้อราไตรโคเดอร์ม่าควบคุม และใช้สารกำจัดแมลงศัตรูพืชที่เป็นตัวนำราดำ

     


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

ทุเรียน

Posted by admin | 1 | Monday 7 December 2009 3:09 am
Tags

การดูแลทุเรียน และทำทุเรียนนอกฤดู


ระยะใบอ่อน


    – ใช้ ซีมาสเตอร์(สารสกัดจากสาหร่ายทะเล) 200 ซีซี +โกรแมกซ์(ธาตุอาหาร แม็กนีเซียม) 200 ซีซี


      รวมด้วยธาตุอาหารหลักที่มีไนโตรเจนเป็นหลัก และมีธาตุ P,K ผสมน้ำ 200 ลิตร ฉีดพ่น


ระยะใบเพสลาด


    -ใช้ครอปเมท10(แพคโคลบิวทราซอล 10%) อัตรา 3 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร


    หรือ ใช้ครอปเมท15(แพคโคลบิวทราซอล 15%) อัตรา 2 กิโลกรัมต่อน้ำ 200 ลิตร


ระยะสะสมอาหาร


    - ใช้ โกรซิ้งค์ (ธาตุสังกะสี) 200-300 ซีซี + สารอะมิโนแอซิด +ปุ๋ยที่มีธาตุ K โพแทสเซียมเป็นหลัก และมี N,P  ผสมน้ำ  200 ลิตร ฉีดพ่น


ระยะไข่ปลา-ตาปู


   – ใช้ ซีมาสเตอร์(สาหร่ายทะเล)  200 ซีซี – ริชบอน (แคลเซี่ยม-โบรอน) 200 ซีซี ผสมน้ำ 200 ลิตรฉีดพ่น


ระยะเหยียดตีนหนู่


   – ใช้จิบเบอร์เรนลิค แอซิด และ อะมิโน แอซิด


ระยะมะเขือพวง


   – ใช้ ริชบอน (แคลเซี่ยม-โบรอน) 200-300 ซีซี + อะมิโน แอซิด ผสมน้ำ 200 ลิตร


ระยะดอกบาน – ไม่ควรฉีดพ่นสารเคมี 


ควรฉีดพ่นสารเคมี ก่อนดอกบาน


ระยะขยายขนาดผล


   – ใช้ โกลด์สปีด 200 ซีซี และ โกรแม็กซ์ 200 ซีซี และธาตุอาหารหลัก N,P,K ผสมน้ำ 200 ลิตร  


ช่วงก่อนเก็บเกี่ยว


   – ใช้ บีฟลาย 200 ซีซี + ริชบอน(แคลเซี่ยม-โบรอน) ธาตุอาหารหลัก K สูง เช่น 0-0-50 หรือ 13-0-46 อัตรา 300 กรัม  ผสมน้ำ 200 ลิตรฉีดพ่น


 


ไร และ แมลงศัตรูทุเรียน


ไรแดง


- ใช้แอนไมท์ (สารไดโคโฟล) หรือ มิวทราส (สารอามีทราซ)


เพลี้ยไฟ


-ใช้ เรดแนป(สารอะบาเม็กติน 1.8%EC) หรือ มาสเตอร์ฟอส(สารคาร์โบซัลแฟน)


เพลี้ยแป้ง


- ใช้ นอยวิน40 (สารคลอร์ไพริฟอส40%)


หนอนด้วงเจาะลำต้น


-ใช้ โฟโดลิค(สารพิริมิฟอส-เมทิล) อัตรา 100 ซีซี ผสมน้ำ 1 ลิตรฉีดเข้าลำต้นตรงที่โดนเจาะ


 


ขอแนะนำ


โกลด์มิค


- โพแทสเซียม ฮิวเมท ใช้ผสมปุ๋ยหว่าน หรือผสมน้ำฉีดพ่นดิน เพื่อช่วยปรับปรุงดิน และละลายปุ๋ยที่ตกค้างในดินให้นำมาใช้ประโยชน์ได้มากขึ้น


 


  


 


ดูรายละเอียด

จากร้าน คร็อพมาสเตอร์ เกษตรปลอดสาร

Next Page »