บทความสาระดีๆ จากเจ้าของร้านค้า weloveshopping.com ขายของออนไลน์

ย้อนอดีต เครื่องปั้น – ผ้า – โลหะ Accessory แบบไทย ๆ

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 12:17 pm
Tags

ย้อนอดีตเครื่องปั้น-ผ้า-โลหะ Accessory แบบไทย ๆ


เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

เอื้อเฟื้อข้อมูลโดย องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ

องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ คลอง 5 จ.ปทุมธานี

Click to enlarge

เครื่องปั้นดินเผ า- ผ้า (ซึ่งสามารถนำมาใช้เป็นผ้าม่าน, ผ้าบุ ไปจนถึงปลอกหมอน) – เครื่องโลหะ คือ Accessory ง่าย ๆ ที่เราสามารถจัดหามาเพื่อใช้ในการ ตกแต่งบ้าน ให้สวยงามขึ้นตามแต่รสนิยม แต่ทั้งสามสิ่งที่ว่ามานี้มีที่มาอย่างไรกันบ้างในเมืองไทย ลองไปสำรวจร่วมกันได้เลย

โดยผู้มีบทบาทสำคัญที่สุดสำหรับการออก “สำรวจ” ครั้งนี้ ผมต้องขอบคุณ องค์การพิพิธภัณฑ์วิทยาศาสตร์แห่งชาติ ที่จัด นิทรรศการ ประวัติของ งานศิลปะ แห่งการดำรงชีพทั้งสามอย่างนี้เอาไว้เพื่อให้คนรุ่นหลังได้รับรู้ รวมทั้งภาคภูมิใจไปกับ ภูมิปัญญาไทย ในสมัยก่อนเอาไว้นะที่นี้ด้วย

ขอเริ่มจาก “ เครื่องปั้นดินเผา ” ก่อนนะครับ พบครั้งแรกเมื่อประมาณ 5,600 ปีมาแล้ว เป็น ภาชนะดินเผา เขียนสีแดงฝังอยู่กับศพ แสดงให้เห็นถึงเทคโนโลยี เครื่องปั้นดินเผา ในสมัยแรก ต่อมาสมัยสุโขทัยมี การผลิต เครื่องปั้นดินเผา เนื้อหินที่มีความแข็งแกร่งมาก เรียกว่า “ เครื่องสังคโลก ”

Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

จากนั้น ใน สมัยอยุธยา ไทยเราได้รับอิทธิพลมาจากจีนเป็น เครื่องเบญจรงค์ ที่ใช้ดินเนื้อละเอียดมาก มีความสวยงามด้วยสีทองที่ตัดเส้นลวดลายซึ่งเกิดจากเทคนิคการเผาในสมัยนั้น แต่ทั้งหมดที่ว่ามานี้ ชิ้นงานที่น่าสนใจที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้น “ เครื่องปั้นดินเผา บ้านเชียง ” ที่แสดงให้เห็นถึงอารยธรรมไทย ยุคโบราณ

เมื่อปีพ.ศ.2509 นายสตีเฟน ยัง ชาวอเมริกัน ได้ค้นพบเครื่องปั้นดินเผาจาก แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง จ.อุดรธานี จากการศึกษาพบว่า เครื่องปั้นดินเผา ที่พบทำขึ้นเพื่อใช้ในพิธีกรรมการฝังศพ ซึ่งฝังรวมไปกับเครื่องประดับร่างกายที่ใช้ตกแต่งให้ผู้ตาย เป็นความเชื่อของคนในสมัยนั้นเกี่ยวกับชีวิตหลังความตายและโลกหน้า

ภาชนะ ดินเผา ที่พบส่วนใหญ่เป็น เนื้อดินธรรมดา (Earthenware) ขึ้นรูปด้วยมือ ใช้ไม้ตีผิวนอกตามต้องการแล้วใช้เครื่องมือที่เรียกว่า “หินดุ” ตีด้านในภาชนะ ทำให้ได้ภาชนะที่มีก้นกลมมน มี การตกแต่ง ลายด้วยหลายวิธี เช่น ขูดขีด, ทาบเชือก, กดประทับลายและเขียนลายด้วยสีแดง (ได้จากดินแดงที่มีแร่เหล็กผสมยางไม้หรือไขสัตว์ทำให้สีติดทน)

Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

จากนั้นเราจะไปสำรวจประวัติศาสตร์ของ สิ่งทอ กันต่อ การทำผ้าของไทยเกิดขึ้นครั้งแรกประมาณ 5,000-3,000 ปีมาแล้ว หลักฐานสำคัญคือการพบ เศษผ้า ติดอยู่ที่กำไรสำริด สมัยบ้านเชียง ผ้าในสมัยแรกเป็นประเภท ถัก ผ้าผืนแรกในเมืองไทยเป็นผ้าที่เกิดจากการใช้ เส้นใยจากปอ มาขัดสานกันให้เกิดเป็นตาข่ายโล่ง ๆ ใช้สำหรับปกปิดร่างกาย

ต่อจากนั้นจึงมีการนำฝ้าย, ไหม และ ขนสัตว์ มาทำ เส้นใย แล้วทอให้เรียงเส้นจนเรียกว่า “ผ้า” ยุคต่อมา ๆ เริ่มมีการพัฒนาขึ้นด้วย การประดิษฐ์ กี่เพื่อใช้สำหรับ ทอผ้า กี่ทอผ้าของไทยเริ่มต้นจากกี่เอวจนมาเป็นกี่ทอแบบ พื้นบ้าน และ กี่กระตุก เทคนิคการทอ และ สิ่งทอ ได้พัฒนาขึ้นเรื่อย ๆ รวมถึง การออกแบบ ผ้าที่ใช้เทคนิคต่าง ๆ มากมาย

หลักฐานสำคัญที่แสดงถึงวิวัฒนาการ การผลิต “เ ส้นใย ” เพื่อถักทอเป็นผืนผ้าคือ “ แวดินเผา ” ซึ่งเป็น เครื่องมือปั่นฝ้าย ยุคแรกของไทย ค้นพบจาก แหล่งโบราณคดี บ้านเชียง มีลักษณะเป็นแผ่นกลม ขนาดเท่าหัวแม่มือ มีไม้เสียบตรงกลางสำหรับปั่น เส้นใย จากปุยฝ้ายให้เป็นเกลียว แล้วไปพันกับปลายไม้ที่มีเงี่ยงสำหรับเกี่ยวและพันปุยฝ้าย

Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

ในขณะที่หลักฐานสำคัญของ วิวัฒนาการ การพิมพ์ ลวดลาย ลงบนผืนผ้านั้นคือการค้นพบ “ ลูกกลิ้งดินเผา ” นั่นเอง สันนิษฐานว่าใช้พิมพ์ลวดลายบนผ้าโดยใช้สีจากยางไม้, ดินและหินทาบลูกกลิ้ง แล้วกลิ้งลงบนผ้า ทำให้เกิดลายต่อเนื่อง การกลิ้งสีแบบนี้อาจจะเป็น ต้นแบบ ของการพิมพ์ลวดลายและ การเขียนลาย บนผ้าในสมัยต่อมาด้วย

และเพื่อให้สีสันของ เส้นใย สวยงาม คนไทยรู้จักใช้ วัตถุดิบจากธรรมชาติ มาทำเป็นสีย้อมนับพันปีแล้ว สีเหล่านี้ได้มา จากธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นดิน, หิน, แร่และส่วนต่าง ๆ ของพืชรวมถึงสัตว์ด้วย เช่น สีแดงจากมูลของตัวครั่งซึ่งเป็นแมลงชนิดหนึ่ง, จากแก่นยอป่า ไม้ฝาง สีคราม จากการหมัก ต้นคราม สีดำจากผล มะกรูด และลูกสมอ ฯลฯ

ปิดท้ายกันที่ง านโลหกรรม เกิดขึ้นครั้งแรกสมัยก่อนประวัติศาสตร์ประมาณ 7,000 ปีมาแล้ว เริ่มมีการใช้ โลหะสำริด (ทองแดงผสมกับดีบุก) ที่น่าแปลกใจก็คือมนุษย์ในสมัยนั้นรู้จักแร่ทองแดงและดีบุกแล้ว แถมยังสามารถสกัดออกมา จากธรรมชาติ แล้วเรียนรู้ที่จะผสมโลหะทั้ง 2 ชนิดเข้ากันได้อย่างกลมกลืนด้วย

Click to enlarge Click to enlarge Click to enlarge

ต่อมาในสมัยสุโขทัยมี การหล่อ พระพุทธรูป องค์ใหญ่ที่แสนงดงาม จนอาจจะกล่าวได้ว่าเป็น พระพุทธรูป ที่สวยที่สุดในโลก งานโลหกรรม ได้พัฒนาขึ้นในยุคต่อ ๆ มา มีการทำ เครื่องมือ เครื่องใช้ เครื่องประดับ และประติมากรรมต่าง ๆ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงวัฒนธรรมและวิทยาศาสตร์ รวมถึง ภูมิปัญญาไทย อันเป็นมรดกของชาติอีกด้วย

งานโลหกรรม แบบ ภูมิปัญญาไทย สมัยโบราณ ที่ปัจจุบันยังมี การผลิตอย่างต่อเนื่องคือ “ ขันลงหิน ” หรือ “ ขันบุ ” เป็น ภูมิปัญญา ที่สืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยอยุธยา ปัจจุบันผลิตเป็น แหล่งใหญ่ ที่บ้านบุ ฝั่งธนบุรี ขันลงหินนี้ทำจากสำริด ตีแผ่ขึ้นรูปเป็นภาชนะเรียกว่า “การบุ” และใช้หินเป็นก้อนในการขัดเงาจึงเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า “เครื่องทองลงหิน”

จะเห็นได้ว่า งานศิลปะ อันเกี่ยวเนื่องกับเครื่องใช้ในชีวิตประจำวันอย่าง เครื่องปั้น – ผ้า – โลหกรรม เหล่านี้ เป็น ภูมิปัญญา ที่น่าทึ่งของบรรพบุรุษไทยที่สืบทอดกันมาจนถึงทุกวันนี้ ก็อยู่ที่คนรุ่นใหม่อย่างเรา ๆ กันแล้วล่ะว่าจะส่งต่อ “ มรดกแสนล้ำค่ า” นี้ไปสู่ลูกหลานได้มากมายเพียงใด?

ที่มา� เว็บไซต์ Home and i

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

สุขภัณฑ์ ไอเดียเจ๋งจากดีไซเนอร์รุ่นใหม่

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 12:16 pm
Tags

สุขภัณฑ์ไอเดียเจ๋งจากดีไซเนอร์รุ่นใหม่


เรื่องและภาพโดย พรชัย พงษ์สุกิจวัฒน์

Click to enlarge

เอ่ยถึง “ ห้องน้ำ ” แล้ว อาจจะไม่ได้อารมณ์ โรแมนติค เหมือนกับ ห้องนอน หรือแม้กระทั่ง ห้องนั่งเล่น แต่เจ้าห้องสี่เหลี่ยมเล็ก ๆ แห่งนี้แหละที่มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าห้องอื่น ๆ เลย และขอบอกเลยนะว่าวันหนึ่ง ๆ เราใช้เวลาอยู่ในห้องน้ำไม่น้อยเลยโดยเฉพาะบรรดา “ Shower Mania ”

นั่นจึงทำให้ห้องที่ดูเหมือนมีไว้สำหรับการ “ระบาย” และการ “ชำระล้าง” ห้องนี้ต้องการความงดงามของการดีไซน์ไม่ต่างไปจากห้องอื่น ๆ เลย อย่างน้อยก็เพื่อสร้างสุนทรียภาพขณะใช้งาน ขณะเดียวกัน ดีไซน์ ที่มาพร้อมกับฟังก์ชันที่เหมาะสมยังช่วยเพิ่มความสะดวกสบายขณะปฏิบัติกิจอีกด้วย

เพราะอย่างนี้นี่เอง บริษัท สยามซานิทารีแวร์ อินดัสทรี จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่าย สุขภัณฑ์ คอตโต้ และ โตโต้ จึงจับมือกับมหาวิทยาลัยชื่อดัง 4 แห่งคือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัย ศิลปากร, สถาบันเทคโนโลยีเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง และ มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี จัดทำโครงการ Smart & Style Award 2006 ขึ้นมา

Click to enlarge

วัตถุประสงค์ หลักของโครงการนี้ก็เพื่อเป็นเวทีสนับสนุนให้นักออกแบบรุ่นใหม่จากทั้ง 4 สถาบัน ได้แสดงความสามารถและความคิดสร้างสรรค์ รวมทั้งยังเป็นการสนับสนุนให้เกิดแนวคิดใหม่ในวงการ ออกแบบสุขภัณฑ์ , อ่างล้างหน้า และ สินค้า กลุ่ม Decorative Furniture อีกด้วย

“ทั้งนี้ก็เพื่อให้ทุกองค์ประกอบใน ห้องน้ำ มีฟังก์ชันการใช้งานตรงตามความชื่นชอบของแต่ละกลุ่มเป้าหมาย ภายใต้ การออกแบบ ที่สวยงามและทันสมัยครับ” คุณธนศักดิ์ สาคริกานนท์ ผู้อำนวยการฝ่าย การตลาด บริษัท สยามซานิทารีแวร์อินดัสทรี จำกัด ให้ความเห็น

ผลงานชนะเลิศ 3 อันดับแรกนั้น น่าจะตอบโจทย์ได้ตรงกับความเห็นของคุณธนศักดิ์ เพราะผลงาน 3 ชิ้นนี้ไม่ใช่งานเน้น ดีไซน์ งามงดอย่างเดียว แต่ยังมีฟังก์ชันการใช้งานที่ลงตัวเหมาะกับ กลุ่มลูกค้าเป้าหมาย รวมทั้งนำไปใช้งานจริงได้ด้วย แต่ละชิ้นมี ไอเดีย อย่างไร ลองติดตามอ่านกันได้เลยครับ

Click to enlarge

ชนะเลิศ

Fullfill (จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย)

ออกแบบ โดย ณัชณิช ศิริสันธนะ, รดาชญา นาวานิมิตกุล, ธนัฏฐา โกสีหเดช, วรพินท์ เนาวรัตโนภาส, วิมพ์วิภา ภู่มี, ศรีวรา อารยวงษ์กุล, สิรินทร์ สังโขบล, สุภาสนา สิริแสงทักษิณ

คอนเซ็ปต์ หลัก ๆ ของ Fullfill คือ “คุณสามารถเติมเต็ม งานดีไซน์ ด้วย ไลฟ์สไตล์ ที่แตกต่าง” กลุ่ม ผู้ออกแบบ ขยายความให้ฟังว่า “คนสมัยใหม่มี ความเป็นตัวของตัวเอง ถ้าจะบอกว่าใคร มีสไตล์ ไหนชัดเจนคงไม่ได้ เพราะมีการนำเอาสไตล์หลาย ๆ อย่างมา Mix & Match กันซึ่งเป็น เทรนด์ ของตอนนี้”

Fulfill จึงเป็นการเติมเต็ม สุขภัณฑ์ ที่สามารถนำ ความเป็นตัวของตัวเอง ใส่เข้าไปได้ ผู้ใช้เป็นคนเติมเต็มให้กับห้องน้ำของตน ทฤษฎี หลัก ๆ ที่ ทีมออกแบบ ใช้มีอยู่ 2 ข้อคือ การสร้างความสมดุล ให้สองข้างเท่ากันและการทำให้ดูมี Dynamic� เพราะฉะนั้นเวลาใครเข้ามาใช้ ห้องน้ำ ที่นี่แล้ววางอะไรลงไปก็จะรู้สึกว่าเป็นส่วนเกิน

ตัว สุขภัณฑ์ ถูกออกแบบให้มี สเปซ สำหรับ ที่วางของ เช่นเดียวกับอ่างล้างหน้าทำให้ผู้ใช้สามารถเติม ความเป็นตัวของตัวเอง ได้ รวมถึง การเนรมิต ให้ ห้องน้ำเป็นไปใน สไตล์ ที่ตนชอบ ส่วน Accessories ที่ ออกแบบ เพิ่มมานั้น เป็นที่วางของ ซึ่งทั้ง 3 ชิ้นมีสีและวัสดุที่ต่าง ๆ กันไป สามารถเลือกใช้ให้เหมาะกับตัวเองได้

Click to enlarge

รองชนะเลิศ

Suwum (มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีพระจอมเกล้า ธนบุรี)

ออกแบบโดย ณัฏฐินี วิจักษณ์โยธิน, สุทธิพรรษา หนูสง

ผลงานชิ้นนี้ตั้งชื่อได้จั๊กจี้แต่ “ตรง” เหลือเกิน นั่นก็คือ Suwum หรือฉบับพากย์ไทยคือ “ส้วม” นั่นเอง คอนเซ็ปต์ หลักคือ “ส้วมที่คุณเห็นมีที่มาของงานดีไซน์มากกว่าที่คุณคิด” โดยทีม ผู้ออกแบบ ใส่ใจในพฤติกรรมการใช้ “ส้วม” (เน้นในคอนโด สำหรับ คนรุ่นใหม่ ที่เร่งรีบเหลือเกิน) อย่างละเอียดลออและนำมาใช้ใน การออกแบบ ได้อย่างสุดกึ๋น

หลักใหญ่ที่ใช้ในการออกแบบมี 3 อย่างคือ ง่ายต่อการประกอบ ห้องน้ำ โดยทำให้มีลักษณะคล้าย การประกอบ เลโก้ จึงสร้างง่าย ซ่อมแซม ก็ง่าย ความ Flexible ทุกชิ้นมีขนาดเหมือนกันคือ 90x90 เซนติเมตร ผู้ใช้จึงสามารถเลือกได้ว่าอยากให้ชิ้นไหนตั้งอยู่ตรงไหนใน ห้องน้ำ ของตัวเอง โดยมีสีและวัสดุให้เลือกหาอย่างหลากหลาย

และสุดท้ายคือประสบการณ์ใหม่ ๆ ในการใช้ ห้องน้ำ ซึ่งมีรายละเอียดคือ อ่างล้างหน้าที่ตัวอ่างสามารถพับเก็บได้ จึงนำไปไว้หน้าห้องได้ ทำให้สามารถใช้งานพร้อมกันได้ 2 คน, บริเวณตู้อาบน้ำที่มี นาฬิกา คอยบอกเวลารวมทั้ง มิเตอร์ บอกว่าใช้น้ำไปเท่าไหร่ใน การอาบน้ำ ครั้งนี้ และตู้ซัก/ตากผ้าเพื่อความเป็นส่วนตัว

Click to enlarge

อันดับ 3

Lounge ( จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย )

ออกแบบโดย พีรกิต นาคธรรมขันธ์, ภัทรพงศ์ ลาภจารุพงศ์, ภูริช ชัยอรวรรณ, ยอดยุทธ ฉายสุวรรณ์, วรันธร กิตติวงศ์สุนทร, ศิรณัฐ เกรียงวานิช, สุขุม บุพพัณชาติ, โอกาส ตันติภนา

Lounge ถูกออกแบบ ขึ้นมาเพื่อตอบสนองการใช้ชีวิตในคอนโดที่มีพื้นที่คับแคบ ภายใต้คอนเซ็ปต์ หลักว่า “งานดีไซน์ สุขภัณฑ์ อ่างล้างหน้า และ ชั้นวางของ เพียง 3 ชิ้นทำให้เกิดความหลากหลายใน การจัดวาง กับทุกมุมของ ห้องน้ำ แม้ในพื้นที่จำกัด”

ดีไซน์ ของ สุขภัณฑ์ ที่ออกมา นอกจากจะเน้นการใช้สอยและความสวยงามแล้ว ยังเน้นถึงความ Flexible อีกด้วย อย่างตัวสุขภัณฑ์นั้น ทีมออกแบบ จัดการย้ายแทงก์น้ำด้านหลังมาไว้ด้านข้างแทนโดยจะตั้งด้านขวา, ซ้ายได้ทั้งนั้น นอกจากนี้ยัง ดีไซน์ รูปฟอร์ม ให้ทำความสะอาดง่ายอีกด้วย

ส่วน อ่างล้างหน้า ทีมออกแบบ ก็จัดการซ่อนท่อเมนไว้ที่ด้านข้าง จึงดูไม่สกปรก ส่วนท่อน้ำดีนั้นขึ้นมาจากด้านข้าง สร้างความ Flexible ในการจัดวางได้เพราะท่อน้ำไม่จำเป็นต้องออกมาจาก กำแพง หรือส่วนใดที่ต้องปิดบังไว้ ขณะที่ชิ้นสุดท้ายคือชั้นวางของก็ ใช้ฟอร์ม ที่เป็นเรื่องราวเดียวกันกับสองชิ้นที่ผ่านมาจึงดูเข้ากันและลงตัวจริง ๆ

ที่มา� เว็บไซต์ Home and i

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

8 Summer Decorating Ideas

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 12:15 pm
Tags

8 Summer Decorating Ideas


เอาใจ คนรักบ้าน เป็นพิเศษ ด้วย 8 ไอเดีย บรรเจิดที่จะมาช่วยเนรมิตหน้าตาบ้านหลังเก่าให้สดใสรับหน้าร้อน

1. เก็บของ ที่ไม่จำเป็นสำหรับหน้าร้อนอย่างเช่น ผ้าขนสัตว์ ผ้านวม ผืนหนา เข้าตู้ให้เรียบร้อย

2.�เพิ่มสีสันให้กับ โซฟา สีเข้มตัวเก่งของคุณด้วยการเปลี่ยนปลอกสวมใหม่ด้วยโทนสีที่สว่างสดใส รวมทั้งหา ปลอกหมอนอิง อันใหม่ที่เข้าคู่มาวางเคียงกัน

3. ใช้ผ้าลูกไม้วางปูบนโต๊ะทานข้าว เติมบรรยากาศสบายๆ ให้ ห้องทานอาหารในพริบตา

4. ใช้ความงามของดอกไม้เป็นตัวชูโรง ด้วยการจัดแจกันดอกไม้ในรูปแบบต่างๆ แล้วเอาไปวางตามจุดต่างๆ ของบ้าน ช่วยเพิ่มความสดชื่นได้ไม่น้อย

5. หาของประดับเก๋ๆ ที่เกี่ยวเนื่องกับซัมเมอร์ เช่น ถาดผลไม้และผักสีสด ปลาดาวจำลอง หรือเปลือกหอยสวยๆ มาวางทั่วบริเวณบ้าน

6. ทาสีบริเวณทางเดินด้วยโทนสีที่ชื่นชอบ เช่น สีเหลืองนวล สีเขียวอ่อน จะทำให้บ้านดูสว่างขึ้น�

7. เปลี่ยน ผ้าม่าน ในห้องน้ำเสียใหม่ โดยเน้นลวดลายตามธรรมชาติอย่าง ลายผี้เสื้อ แมลงเต่าทอง ดอกไม้ ต้นไม้ พร้อมกับเปลี่ยนผ้าเช็ดมือและพรมหน้าห้องน้ำให้เข้ากับเซ็ทซัมเมอร์เหมือนกัน�

8. ลองเลื่อนมุมที่วาง เฟอร์นิเจอร์ บางชิ้นในห้อง เพื่อทำให้ห้องของคุณดูสดใสและเป็นห้องใหม่น่าจะอยู่อาศัย

8 เทคนิคง่ายๆ แค่นี้ คุณก็จะได้บ้านสวย แถมสดใสตลอด ซัมเมอร์ นี้แล้วล่ะ

ที่มา� เว็บไซต์ Home and i

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

เรือนไทย เหตุผลจากภูมิปัญญาที่นำมาใช้ได้

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 11:58 am
Tags

เรือนไทย เหตุผลจากภูมิปัญญาที่นำมาใช้ได้

เรือนไทย เหตุผลจากภูมิปัญญาที่นำมาใช้ได้

เรือนไทย ” มรดกแห่งภูมิปัญญาของบรรพบุรุษไทย งานศิลป์ที่สั่งสมองค์ความรู้ในการแก้ปัญหา และเคารพสภาพแวดล้อมได้อย่างมีเหตุผล รายละเอียดและ องค์ประกอบ ของ เรือนไทย ทุกส่วน จึงล้วนมีที่มาที่ไปเหมาะสมและสอดคล้องกับ วิถีชีวิต วัฒนธรรม และขีดจำกัดของ โครงสร้าง บ้านในยุคนั้น

หากเรามองลึกเข้าไปในรายละเอียด ดีไซน์ เหล่านี้ยังสามารถนำมาปรับใช้กับบ้านสมัยใหม่ได้เป็นอย่างดี เราลองมาศึกษารายละเอียดที่ซ่อนอยู่ใน เรือนไทย ว่ามีอะไรบ้างที่เราสามารถนำมา ประยุกต์ ใช้ร่วมกับบ้านในยุคนี้ได้

ใต้ถุนสูง (ภาพประกอบ1 )
เป็นเอกลักษณ์อย่างหนึ่งของ เรือนไทย ในอดีตคนไทยมักจะปลูกเรือนติดริมน้ำ เพื่อความสะดวกในการสัญจรทางน้ำและการประกอบอาชีพกสิกรรม ตัวเรือน จึงถูกออกแบบให้ยกสูงเพื่อป้องกันน้ำท่วมบ้านในฤดูน้ำหลาก นอกจากนี้เรายังสามารถใช้พื้นที่ใต้ถุนเป็น ที่พักผ่อน ทำงาน เลี้ยงสัตว์ เก็บของใช้ ป้องกันโจรและสัตว์ร้ายขึ้นเรือน เนื่องจากบันไดของ เรือนไทย สามารถยกเก็บเข้าบ้านได้

ในแง่ของ การออกแบบ� �ใต้ถุน …. ที่โล่งจะช่วยให้ลมพัดผ่านสะดวกมากขึ้น และ ตัวเรือน ด้านบนยังเป็นเกราะป้องกันความร้อนให้พื้นที่ใต้ถุนได้เป็นอย่างดี เมื่อประโยชน์ของ ใต้ถุน มีมากขนาดนี้ ใครที่กำลังคิดปลูกบ้านถึงแม้จะไม่ใช่ทรงไทยก็ตาม อย่าลืมทำใต้ถุนให้บ้านด้วยนะครับ นอกจากนี้การปลูกต้นไม้และพืชคลุมดิน ยังทำให้สภาพแวดล้อมรอบๆบริเวณใต้ถุนและบ้านดูร่มรื่นเย็นสบายด้วยครับ

การเข้าสลัก-เดือย (ภาพประกอบ 2)
จุดเด่นอีกอย่างของ เรือนไทย ก็คือ เป็นเรือนประกอบที่สามารถถอดแยกส่วนได้ง่าย หรือจะเรียกว่าบ้านสำเร็จรูปก็ไม่น่าจะผิดนัก เพราะ วิธีการปลูก เรือนไทย ช่างจะปรุงเรือนแยกชิ้นส่วนโครงหลังคา พื้น ฝาผนัง ประตู-หน้าต่าง บันได บนพื้นดิน จากนั้นจึงนำมาเข้าลิ้นสลัก-เดือยบนตำแหน่งที่จะ ปลูกเรือน ซึ่งเทคนิคเข้าสลัก-เดือยนี้ เป็นเสน่ห์ งานหัตถกรรม และสะท้อนถึงภูมิปัญญาของช่างปรุงเรือนไทยได้เป็นอย่างดี

ปัจจุบัน เฟอร์นิเจอร์ น็อกดาวน์ ( KNOCK DOWN FURNITURE) กำลังเป็นที่นิยม เพราะความสะดวกในการติดตั้ง อีกทั้ง งานตกแต่งภายใน ก็ต้องการความยืดหยุ่นของการจัดพื้นที่ห้องให้หลากหลายขึ้น หากใครจะลองนำลักษณะการเข้าสลักเดือยนี้ไปใช้ ดีไซน์ ร่วมกับ งานออกแบบ ก็ไม่เลวนะครับ เช่น บันไดขึ้นเรือนอาจนำมาดัดแปลงเป็น ชั้นหนังสือ แบบถอดประกอบ

ซุ้มทางเข้าและหอนก (ภาพประกอบ3) ซุ้มทางเข้า เป็นองค์ประกอบเล็กๆที่ทำให้เรือนไทยมีเอกลักษณ์โดดเด่น และยังช่วยเพิ่มเสน่ห์ให้บ้านดูอบอุ่น ในเชิง ดีไซน์ ยังช่วยแบ่งขอบเขตระหว่างภายนอกและภายในบ้าน ให้ผู้มาเยือนรู้สึกว่าได้เข้ามาในพื้นที่ของบ้านแล้ว

หอนก ” คือ ศาลาเล็กๆที่ใช้สำหรับ ปลูกไม้ดอก หรือ แขวนกรงนก ต่างๆ เช่น นกเขา นกขุนทอง ซึ่งเป็น งานอดิเรก ของคนในสมัยก่อน และใช้เป็น ที่นั่งเล่น รับลมของสมาชิกในบ้าน อีกทั้งเมื่อเรามองจากนอกบ้าน หอนก ยังช่วยลดทอนขนาดของบ้านให้ดูมีมิติมากขึ้น

บ้านใครที่ยังพอมีพื้นที่บริเวณบ้านเหลือพอ และอยากมี ส่วนนั่งเล่น ใต้ชายคานอกบ้านเพิ่ม อาจปลูกศาลาเล็กๆที่เข้ากับ สไตล์บ้าน สักหลัง หรือใครที่รู้สึกว่าบ้านเรามีขนาดใหญ่เทอะทะ ลองเอาประโยชน์การลดทอนขนาดของหอนกมาใช้ทำให้บ้านดูมีมิติมากขึ้นได้นะครับ

ชานเรือน (ภาพประกอบ 4 )
เรือนไทย มีลักษณะเป็น เรือนหมู่ มีชานเป็นตัวเชื่อมระหว่างเรือนแต่ละหลังเข้าด้วยกัน ทำให้สามารถต่อเติมเรือนหลังใหม่ได้สะดวก เมื่อลูกสาวออกเรือนมีครอบครัวใหม่ (คนไทยสมัยก่อนเมื่อแต่งงานแล้ว ฝ่ายชายจะย้ายไปอยู่บ้านฝ่ายหญิง) เพราะไม่ต้องยุ่งกับ โครงสร้าง เดิมของเรือนเก่า พื้นชาน เรือนไทย จะตีเว้นร่อง เพื่อให้ลมจากใต้ถุนพัดขึ้นมาได้ และช่วยให้ไม้สามารถยืดหดตัวได้โดยไม่โก่งงอ อีกทั้งยังเป็นช่องระบายน้ำเวลาฝนตก อาบน้ำ และป้องกันไม่ให้น้ำขังบนชานจนเป็นสาเหตุให้ไม้ผุได้ หน้าที่สำคัญอีกอย่างของชานคือ เป็นลาน กิจกรรมกลางแจ้ง ซึ่งช่วยไม่ให้เราอุดอู้อยู่แต่ในบ้าน

ใครอยากเพิ่มพื้นที่สัมผัสธรรมชาตินอกบ้าน อาจนำชานหรือระเบียงแบบเรือนไทยมาใช้ดูนะครับ หรือบ้านไหนที่ ปูระเบียงไม้ นอกบ้าน เทคนิค การปูพื้น ไม้เว้นร่องของ เรือนไทย ก็เป็นไอเดียที่ดีทีเดียว

รั้วโปร่ง (ภาพประกอบ5)
รั้วของชาน บ้านเรือนไทย เป็นส่วนช่วยกั้นขอบเขตและสร้างความเป็นส่วนตัวให้บ้าน ลักษณะคล้ายผนังบ้านยื่นต่อออกมาจาก ตัวเรือน บางส่วนเจาะเป็นช่องลูกกรงเพื่อระบายอากาศ อีกทั้งยังเป็นช่องที่คนในบ้านสามารถมองออกไปเห็นคนข้างนอกได้ด้วย

เราอาจนำเอาลักษณะรั้วของชาน บ้านเรือนไทย มาประยุกต์กับระเบียงบ้านชั้น 2 ของบ้านสมัยใหม่ เพราะพื้นที่ระเบียงมักเป็นส่วนที่เราไม่ค่อยได้ออกไปใช้บ่อยนัก (อาจเป็นเพราะไม่ค่อยมีความเป็นส่วนตัว โดยเฉพาะบ้านที่ปลูกติดกัน) เพื่อให้ระเบียงบ้านของเราสามารถใช้งานได้และเป็นสัดส่วนมากขึ้น แต่ยังเป็นที่นั่งเล่นรับลมได้เหมือนเดิม

ช่องแมวลอด ร่องตีนแมว (ภาพประกอบ6) เป็นช่องว่างระหว่างชานกับ พื้นเรือน สูงประมาณ 30-40 เซนติเมตร ยาวตลอดแนวเรือน เป็นช่องที่ช่วยรีดลมจากใต้ถุนขึ้นมาบนพื้นชาน เพื่อให้บริเวณชานบ้านเย็นสบาย ด้วยระดับความสูงพอเหมาะจะนั่งหย่อนขาได้สบาย ช่องแมวลอดจึงเป็น ที่นั่งเล่น หรือ ที่นั่งทำงาน ของคนสมัยก่อนด้วย อีกทั้งบ้านที่ยกฐานสูงจากระดับพื้นยังดูเด่นและมีมิติมากกว่าบ้านไม่ยกระดับ

การออกแบบ บ้านสมัยนี้ก็เช่นกัน ถ้าคิดจะเล่นระดับพื้นบ้านไม่ว่าจะเป็นภายในหรือภายนอกบ้าน ให้มีมิติและสามารถใช้เป็น มุมนั่งเล่น ได้ด้วย ก็ลองหยิบยืมระดับความสูงของช่องแมวลอด มาใช้ได้ครับ

เฉลียง หรือระเบียงหน้าห้อง (ภาพประกอบ 7)
เป็นพื้นที่เชื่อมต่อระหว่างภายนอกและ ภายในห้อง เพื่อให้มีพื้นที่ใช้สอยในร่มมากขึ้น หลังคาคลุมเฉลียงจะยื่นยาวออกมาจากกันสาด ปลายอีกด้านจะวางอยู่บน เสาเฉลียง พื้นที่ส่วนนี้นอกจากจะเป็นส่วนอเนกประสงค์แล้ว ยังช่วยกรองแสงและปรับสภาพ ไม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิร่างกายเร็วเกินไปในขณะที่เราเดินเข้า-ออกบ้าน จนเป็นสาเหตุให้ไม่สบายได้

การออกแบบ ประตูทางเข้า-ออก บ้านให้มีหลังคายื่นคลุม (CANOPY) เช่นเดียวกับ เฉลียง ของ เรือนไทย จึงช่วยป้องกันทั้งอากาศร้อนไม่ให้ไหลผ่านเข้าบ้านได้โดยตรง และยังสามารถใช้เป็นพื้นที่นั่งเล่นภายนอกได้ด้วยครับ

หน้าต่าง (ภาพประกอบ 8 )
รูปร่างหน้าตาขึ้นอยู่กับหน้าที่ใช้สอย หรือ ” FORM FOLLOWS FUNCTION ” เป็นปรัชญาการออกแบบที่บรรพบุรุษไทยนำมาใช้ ออกแบบ เรือนไทย สังเกตได้จากระดับความสูงของหน้าต่างของ เรือนไทย ที่สูงจากพื้นเพียง 30-40 เซนติเมตรเท่านั้น เพราะปรกติคนสมัยก่อนจะนั่งและนอนกับพื้น ความสูงหน้าต่างจึงต้อง ออกแบบ ให้อยู่ในระดับที่ลมพัดผ่านกระทบร่างกายได้ อีกทั้งคนบนเรือนยังสามารถชะโงกมองออกมาหน้าต่างได้โดยไม่ต้องลุกยืนด้วย

การออกแบบบ้าน ในสมัยนี้เช่นกัน ควรจะคำนึงถึงประโยชน์ใช้สอยระหว่างภายนอกและภายในด้วย รูปแบบบ้านควรสอดคล้องกับการจัด เฟอร์นิเจอร์ ภายในบ้าน เช่น ถ้าเราจะ ตกแต่ง ห้องนอน สไตล์ทรอปิคัล อาจจะไม่ใช้ เตียงนอน แต่ยกระดับพื้นเล็กน้อยแล้ววางฟูก ความสูงของหน้าต่างห้องนี้ก็อาจจะมีระดับความสูงต่ำกว่าห้องอื่นๆด้วย

ผนังหายใจได้ (ภาพประกอบ9)
หลายคนอาจเคยได้ยินว่า เรือนไทย เป็นบ้านมีชีวิต ทั้งเป็นเพราะเรือนไทยมี การออกแบบ ผนังบ้าน ให้สามารถระบายอากาศได้ ผนังที่ว่านี้ก็คือ ” ฝาสำหรวด ” ฝาเรือนที่ ทำจากไม้ไผ่ หรือ ไม้กระบอกสาน กันบนโครงไม้ค่อนข้างถี่ เป็นฝาเรือนที่เหมาะจะใช้เป็นผนังครัว เพราะสามารถระบายอากาศได้เร็ว

ฝาผนังอีกฝาที่สามารถระบายอากาศได้ คือ “ฝาไหล” ฝาไม้ 2 ชั้นตีเว้นร่อง สามารถเลื่อนเปิดปิดได้ ลักษณะคล้ายประตูหน้าบานเลื่อนในปัจจุบัน นิยมใช้กับผนังส่วนที่ต้องการระบายอากาศหรือในห้องที่ต้องการมองออกไปนอกบ้านได้ในบางครั้ง

ผนังหายใจได้เหล่านี้น่าจะนำไปใช้ได้หลายอย่างครับ เช่น ให้เป็นบานประตูตู้เสื้อผ้าหรือตู้อาหาร เพื่อให้ระบายอากาศลดกลิ่นอับในตู้ หรือจะนำไปเป็นผนังหรือประตูโรงรถระบายความร้อนก็ได้

หลังคา เรือนไทย
ด้วยภูมิปัญญาที่ เข้าใจธรรมชาติ หลังคาเรือนไทย จึงมีความลาดชันมาก เพื่อให้สามารถระบายน้ำฝนได้เร็ว แต่น้ำฝนที่ไหลมาตามความลาดชั้นที่มากนั้น ย่อมทำให้น้ำฝนมีโอกาสถูกลมพัดเข้าไปในบ้านได้ง่าย ช่างไทยจึง ออกแบบ กันสาด ให้มีความลาดชันน้อยกว่าหลังคารองรับน้ำฝนอีกชั้นหนึ่ง เพื่อให้น้ำฝนที่ไหลลงมาจากหลังคากระเด็นออกไปให้ห่างจากตัวบ้านมากที่สุดนั่นเอง และในด้านความสวยงามแล้ว ยังช่วยลดทอนขนาดไม่ใช้หลังคาบ้านใหญ่เทอะทะเกินไป

องค์ประกอบต่างๆที่ใช้ประยุกต์ให้เข้ากับบ้านสมัยใหม่
ส่วนต่างๆใน เรือนไทย ล้วนมีดีไซน์ที่สวยงามและมีเอกลักษณ์สะท้อนถึงความเป็นไทย เราสามารถนำลักษณะส่วนนี้มาประยุกต์ใช้ตกแต่งบ้านเพื่อให้ได้กลิ่นอายแบบไทย หรือจะ ตกแต่งบ้าน สไตล์โมเดิร์น เพื่อให้เกิด ความแตกต่าง (Contrast) ที่ชัดเจนก็ได้ เช่น การใช้ฝาปะกนมาทำเป็นผนังเหนือ หัวเตียง ใน ห้องนอน การประยุกต์เอา ร่องตีนช้าง (ส่วนล่างของฝาบ้าน)มาทำเป็น โต๊ะ … วางของเตี้ยๆได้

ที่มา� นิตยสารบ้านและสวน ฉบับที่ 347 ประจำเดือน กรกฎาคม�2548

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

อยู่บ้านไม้ดีอย่างไร…

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 11:57 am
Tags

อยู่บ้านไม้ดีอย่างไร…

ปัจจุบันความนิยมใช้ไม้ใน การก่อสร้าง ยังคงมีอยู่ แม้ว่าจะไม่มากเหมือนเมื่อก่อน เนื่องด้วยปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา เช่น พื้นที่ป่าไม้ลดลง ความชำนาญ ของ…� ช่างก่อสร้าง อย่างไรก็ตาม คุณสมบัติ ที่ดีของไม้ยังคงเป็นจุดเด่นประการหนึ่ง ที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธตราบเท่าทุกวันนี้

คุณสมบัติ ด้านกายภาพ
แม้ไม้จะมีคุณสมบัติไม่ ป้องกันความร้อน แต่ก็ถ่ายเทความร้อนได้รวดเร็ว บ้านปลูกสร้าง ด้วยไม้จึงเย็นสบาย ไม่อมความร้อนไว้นาน การไส เลื่อย ประกอบ ก็ทำได้ง่าย จึงนำไปใช้ประโยชน์ในการก่อสร้างได้หลากหลาย ไม่ว่าจะทำเป็น โครงสร้าง อาคาร หรือ ส่วนประกอบ ตกแต่ง ยิ่งถ้าเป็น ไม้เนื้อแข็ง จำพวก ไม้แดง ไม้เต็ง ไม้สัก ก็ยิ่งมี คุณสมบัติ แข็งแรงทนทาน ทนปลวก และ แมลงต่างๆ รวมถึงมีอายุการใช้งานยาวนาน

คุณสมบัติด้านจินตภาพ
บ้านที่ ปลูกสร้าง ด้วยไม้หรือมีไม้เป็นส่วนประกอบจะให้ความรู้สึกอบอุ่น นุ่มนวล เป็นธรรมชาติ มากที่สุด เมื่อเทียบกับ วัสดุก่อสร้าง ชนิดอื่นๆ ยิ่งใน ภูมิภาคตะวันออก ไม้แทบจะกลายเป็น เอกลักษณ์ ของงานก่อสร้างในภูมิภาคนี้เลยทีเดียว พูดง่ายๆคือ เสน่ห์ของ งานก่อสร้าง แบบตะวันออก ก็คือ งานไม้ นั่นเอง หากมองให้ลึกลงไปถึงรายละเอียดก็จะพบว่า บางที งานก่อสร้าง ที่เป็นไม้นั้นอาจสื่อถึง สัญลักษณ์ของชาติ นั้นๆได้ เช่น งานสถาปัตยกรรม ที่ใช้ ไม้ไผ่ เป็นส่วนประกอบหรือ ตกแต่ง ก็ทำให้นึกถึง บ้านแบบจีน หรือ บ้านแบบญี่ปุ่น

แต่เนื่องจากปัจจัยที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาดังที่กล่าวไว้ข้างต้น การจะหา ไม้ใหม่ ที่มีคุณภาพดีมาใช้ในการก่อสร้างในปัจจุบันอาจเป็นเรื่องยากลำบากมากขึ้น ทว่าความนิยมใช้ไม้ในการก่อสร้างยังคงมีอยู่ เราจึงต้องคิดหาวิธีสร้างสรรค์ สถาปัตยกรรม ให้มีเสน่ห์ อารมณ์ ความนุ่มนวล เป็นธรรมชาติ และดูอบอุ่น แบบตะวันออก ( Oriental Look )�ด้วยวัสดุที่เป็นไม้หรือให้อารมณ์ของไม้ได้ ดังนี้

นำไม้เก่ามาดัดแปลงใช้ใหม่
เราสามารถหาซื้อ ไม้เก่า ได้ตามแหล่งขายไม้เก่าต่างๆ ไม้ที่ขายมีทั้งไม้โครงสร้างจำพวก เสา คาน ตง ฯลฯ และไม้ส่วนประกอบอาคารต่างๆ เช่น วงกบกรอบบานประตู – หน้าต่าง ฝาไม้กระดาน พื้น-ผนัง ฯลฯ ไม้เก่าเหล่านี้มีข้อดีตรงที่มีสภาพค่อนข้างแห้งอยู่ตัวดี ไม่ยืดหดตัว เราสามารถนำมาทำความสะอาด และปรับไสแต่งผิวอีกเล็กน้อยก็นำไปใช้งานได้ บางที สถาปนิก และ ผู้ออกแบบ บางคนก็นำไม้เก่าเหล่านี้มาทำความสะอาด แล้วนำไปใช้งานเลยโดยไม่ต้อง ไสแต่ง อีก ซึ่งก็ให้อารมณ์ดิบๆ ดูสวยงามไปอีกแบบ

ประยุกต์ใช้ ไม้เทียม
ปัจจุบันมีผู้ผลิต ไม้ฝาเทียม ที่ใช้วัสดุพิมพ์ขึ้นรูปเลียนแบบไม้จริงออกวางจำหน่ายมากมายหลายยี่ห้อ คุณสมบัติก็แตกต่างกันไปตาม เทคนิคการผลิต แต่มีข้อที่เหมือนกันอย่างหนึ่งคือ ให้ความรู้สึกคล้าย ไม้จริง ซึ่งส่วนใหญ่นิยมนำ ไม้เทียม เหล่านี้ไปตกแต่งภายนอกอาคารเหมือนกับ ไม้ฝาผนัง นั่นเอง ซึ่งเราสามารถทาสีทับผิวหน้า ไม้เทียม เหล่านี้ให้เหมือนกับไม้จริงได้ หรือ วัสดุปูพื้น ที่เรียกว่าพื้น ไม้ลามิเนต ที่นำ เศษไม้ บดมาอัดขึ้นรูปเป็นชั้นๆแล้วเคลือบผิวหน้าด้วย ฟิล์ม เป็นชั้นๆ ก็ให้ความรู้สึกของไม้ได้ดีเช่นกัน

ใช้ไม้ผสมผสานกับวัสดุก่อสร้างชนิดอื่นๆ
ปัจจุบันมีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีมากขึ้น ทำให้เราสามารถผลิต วัสดุก่อสร้าง ใหม่ๆได้หลากหลายชนิด ทั้งยังมีความทันสมัยเพิ่มมากขึ้นด้วย แต่บางครั้งเราก็ยังอดคิดถึงไม้ ซึ่งเป็นวัสดุก่อสร้างที่ไม่เคย ตกยุค และให้อารมณ์ที่เป็นเอกลักษณ์ไม่เหมือนใคร เราจึงเห็นการใช้ไม้ผสมผสานกับวัสดุก่อสร้างสมัยใหม่ต่างๆ เช่น บางคนต้องการให้ราวจับบันไดในบ้านเป็นไม้จริง ขณะที่ราว ลูกกรง เป็น โลหะ หรือการปูพื้นบ้านด้วย ไม้กระดาน หรือ ปาร์เกต์ ขณะที่ทำผนังเป็น ปูนเปลือย โครงสร้างหลังคา เป็น โครงเหล็ก ซึ่งให้อารมณ์และ สัมผัสแบบธรรมชาติ ได้เช่นกัน

บทสรุปสำหรับเรื่องราวของ บ้านไม้ ที่เรานำเสนอในฉบับนี้ก็เพื่อต้องการให้คุณผู้อ่านลองย้อนกลับไปพิจารณาไม้ ซึ่งเป็น วัสดุก่อสร้าง ที่เราใช้กันมานาน อาจทำให้เราคิดถึงเสน่ห์และอารมณ์ความรู้สึกแบบเก่าๆที่ดูอบอุ่น นุ่มนวล เป็นธรรมชาติ รวมถึง คุณสมบัติทางกายภาพ ที่ดีของ ไม้ ที่ทำให้บ้านไม้ยังคงมีเสน่ห์และเอกลักษณ์ในตัวเองได้อย่างไม่เสื่อมคลาย

ที่มา� นิตยสารบ้านและสวน ฉบับที่ 367 ประจำเดือน มีนาคม�2550

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

เรือนไทยทำไมเย็น

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 11:56 am
Tags

เรือนไทยทำไมเย็น

สาเหตุที่ทำให้ เรือนไทยเรา เย็นนั้นมีสาเหตุอยู่ที่สองประเด็นหลักก็คือ

1. การวางผังและ ออกแบบตัวเรือน ที่ทำให้ บ้านเรือนไทย ของเรามีเอกลักษณ์

2. วัสดุที่ใช้ก่อสร้าง

องค์ประกอบที่ทำให้ เรือนไทย TYPICAL THAI HOUSE ) ของเราเย็น
- ผังของตัวเรือนไทยเป็นต้นแบบของการวางผังบ้านแบบกลุ่ม ( CLUSTER ) แบบแรกที่เอื้อประโยชน์ใช้สอยมหาศาล ตามลักษณะการดำรงชีวิตของเรากับความเหมาะสมต่อสภาพภูมิอากาศ ผังเรือนไทยโดยทั่วไปแบ่งออกได้สามส่วนคือ

1. นอกชาน ( Porch )

2. ชาน

3. ตัวเรือน

นอกชาน คือพื้นที่ที่เป็นทางหรือ ลานไม้ เชื่อมต่อระหว่างเรือนหลายหลังเข้าด้วย และ ชาน คือ ระเบียง ที่อยู่ต่อเนื่องกับ ตัวเรือน ระเบียงนี้จะมีหลังคาคลุมและใช้เป็นที่ ใช้สอย อเนกประสงค์ ตัวเรือนจะกำหนดเป็นห้องเพียง 1-2 ห้อง ใช้สำหรับเก็บของมีค่า เก็บเสื้อผ้า เป็น บริเวณแต่งตัว เป็นที่นอนของลูกๆที่โตแล้ว หรือกั้นเป็น ห้องพระ เรือนนี้กำหนดเป็น เรือนใหญ่ เรือนเล็กมักเป็นเรือนตรงข้ามเรือนใหญ่ กั้นด้วยชาน (นอกชาน) สำหรับเป็นเรือนนอนของลูกชายคนโตในกรณีที่มีครอบครัวหรือเพื่อความเป็นสัดส่วน เรือนที่สามก็คือเรือนครัว มักวางผังตั้งฉากกับเรือนใหญ่ มีชานเป็นตัวเชื่อมเช่นกันจะใช้เป็น ห้องอาหาร ในเวลากลางวันจะอยู่อาศัยที่ระเบียงซึ่งมี หลังคากันแดด แต่ไม่มีผนัง ทำให้สว่างและรับลมที่ผ่านชานเข้ามา และเมื่อแดดร่มก็จะใช้ชานสำหรับ ทำงานบ้าน และอยู่อาศัยปกติ บริเวณทั้งสองนี้จึงไม่ร้อน เนื่องจากเป็นการใช้ตามสภาพแดดลม ในขณะที่เมื่อพลบค่ำก็จะอยู่อาศัยที่ระเบียงและเข้า เรือนนอน

ความสูงต่ำของเรือน การเล่นระดับ การออกแบบทรงหลังคากับเพิง ทำให้ เรือนไทย กันแดดกันฝน ได้ดีมาก พร้อมกับให้ลมพัดผ่านได้จากการเล่นระดับของพื้นชาน พื้นระเบียง และ ตัวเรือน ตัวเรือนหลัก (ใหญ่ เล็ก) จะหันจั่วไปทางทิศตะวันออกและตะวันตก ทำให้ด้านยาวของเรือนรับลมเหนือและใต้ได้โดยเฉพาะ จากการที่ เรือนไทย ถูกจัดเป็นเรือนย่อยห้อมล้อมกันมีชานเป็นตัวเชื่อมนั้น ทำให้ตัวเรือนแต่ละหลัง บังแดด ให้กันและกัน เป็นการลดแสงแดดที่ร้อนแรง ในขณะที่ชานคือที่โล่งให้ลมพัดผ่านเข้า เรือนนอน ได้โดยสะดวก

ประตู หน้าต่าง ลูกกรง ช่องลม เน้นความโปร่งโล่งให้แสงและลมเข้าได้ เรือนไทยมักเป็นเรือนยกพื้นสูง ทั้งนี้เพื่อหนีน้ำท่วม และในช่วงหน้าแล้งก็ใช้เป็นพื้นที่ใช้สอย

หลังคา ( Roof ) ถือเป็นองค์ประกอบหลักที่สำคัญมากที่มีส่วนทำให้บ้านเย็น หลังคาที่มีทรงสูง ทรงจั่ว จะมีฝ้าเพดานหรือไม่ก็ตาม จะเป็นบริเวณที่มีอากาศ (ในตัวหลังคา) โดยปริยาย ซึ่งอากาศเป็น ฉนวนกันความร้อน ในระดับหนึ่ง พื้นที่ใต้หลังคาจึงเย็นกว่าหลังคาแบนที่ถือว่าไม่มีโพรงหรือบริเวณอากาศใต้หลังคานั้น…เรือนไทยจึงเย็น การกำหนดหลังคาที่คลุมพื้นที่ (ห้อง) แต่ละส่วนของเรือนให้ ตั้งฉาก หรือ วางเคียง กันไปนั้นเป็นการกันแดดให้กันและกัน และด้วยมุมเอียงที่มีความลาดชันของผิวพื้นหลังคามาก ทำให้เกิดมุมของปลายหลังคาที่จะกันแดดได้ต่ำมาก แดดหรือความร้อนจึงกระทบผนังเรือนได้น้อยลง. เรือนไทย จึงเย็น เรือนไทย (รวมเรือนในทุกภาค) จึงมีหลังคาจั่วทรงสูง มีมุมเอียงมาก และยื่นปลายหลังคา ( เชิงชาย Eaves ) ลงมามาก แม้กระทั่งหน้าสกัดหรือด้านสั้นของเรือนก็จะทำหลังคาอีกชั้นยื่นคลุมออกมาเพื่อกันแดดให้กับพื้นที่ตอนหน้าของเรือน

วัสดุก่อสร้าง เรือนไทย ที่ทำให้เรือนไทยเย็นก็คือ “ไม้” ซึ่งเป็น วัสดุท้องถิ่น ที่หาง่ายและมีมากที่สุด เพราะไม้เป็น ฉนวน คือเป็นตัวนำความร้อนที่เลวและไม้ก็ไม่อมความร้อนเท่า คอนกรีต ( concrete ) เมื่อพลบค่ำความร้อนจึงไม่ได้ถูกส่งผ่านเข้าภายในห้อง และไม่มีความร้อนมากมายที่จะกระจายออกจนทำให้ห้องร้อน… เรือนไทย จึงเย็น

ที่มา  นิตยสารบ้านและสวน ฉบับที่ 320 ประจำเดือน เมษายน 2546

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

แสงไฟ …. เพื่อบรรยากาศของบ้านสวย

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 10:59 am
Tags
แสงไฟเพื่อบรรยากาศของบ้านสวย
������ แสงไฟ…เป็นสิ่งสำคัญอย่างหนึ่งสำหรับการใช้ชีวิตของมนุษย์ เพื่อทดแทนหรือเพิ่มเติมความสว่างจาก แสงธรรมชาติ เพื่อให้การทำกิจกรรมต่าง ๆ เป็นไปอย่างสะดวกและปลอดภัย หรือเป็นการเพิ่มความสว่างให้กับมุมอันมือทึบของบ้าน
���� หากนอกเหนือจากความสำคัญในเรื่องประโยชน์ใช้สอยแล้ว แสงไฟยังเป็นองค์ประกอบหนึ่งของ การตกแต่ง รูปแบบ และ ดีไซน์ของ โคมไฟ ชนิดต่าง ๆ เป็นรายละเอียดหนึ่งที่สร้างเสน่ห์ให้กับบ้าน แต่ที่สำคัญที่สุดก็คือ แสงไฟ สร้างอารมณ์และบรรยากาศที่แตกต่างหันไป สามารถขับรายละเอียดของสถาปัตยกรรมให้โดดเด่น เน้นความสวยงามของ ของตกแต่ง หรือรูปภาพให้เด่นขึ้น การออกแบบโคมไฟ จึงเป็นสิ่งหนึ่งที่เป็นสไตล์ และความน่าสนใจของ งานตกแต่ง เช่นกัน
����� ลักษณะการใช้แสงไฟในที่อยู่อาศัย
������หากจะพูดอย่างง่ายที่สุด แสงไฟในที่อยู่อาศัยจะมีสององค์ประกอบด้วยกัน คือที่มาของแสงโดยตรงอันได้แก่ หลอดไฟ และรูปร่างหน้าตาของโคมไฟ หรือ โป๊ะไฟ ในการเลือกแสงไฟสำหรับบ้าน คุณไม่ควรคำนึงถึงเพียงรูปร่างของมัน แต่ต้องคำนึงถึงคุณภาพและลักษณะของการกระจายแสงด้วย ซึ่งโดยทั่วไปลักษณะการกระจายของแสงจะมีอยู่ 3 ชนิดคือ ุ
���� – แสงที่ส่องออกมาอย่างสม่ำเสมอในทุกทิศทาง ุ
���� – แสงที่ส่องออกมาทางด้านใดด้านหนึ่ง และมีความฟุ้งกระจายเล็กน้อย ุ
���� – แสงที่บีบให้เป็นลำแสง
������เราจำเป็นต้องเลือกลักษณะของการส่องสว่าง ให้เหมาะกับการใช้งานในแต่ละส่วนของบ้าน ซึ่งเราอาจแบ่งลักษณะของการใช้แสงไฟในบ้านได้เป็น 3 ประเภทคือ
แสงพื้นฐาน (Background Lighting)
������แสงชนิดนี้เป็นแสงที่จำเป็นสำหรับการทดแทนแสงธรรมชาติ โดยทั่วไปมักจะเป็น โคมไฟติดเพดาน หรือโคมไฟห้อยเพดาน (Pendant) หรือตัวเลือกอย่างอื่น เช่นไฟกำแพง ไฟที่ส่องขึ้นข้างบน (Uplight) หรือ โคมไฟตั้งโต๊ะ ซึ่งทั้งหมดนี้จะให้แสงที่น่าสนใจมากกว่าการใช้แสงไฟสว่าง ๆ ดวงเดียวเหนือหัว ซึ่งจะดูน่าเบื่อและไม่ดึงดูดใจ

���� แสงไฟสำหรับการทำงาน (Task Light)
������ในบริเวณเช่นครัว เคาน์เตอร์ ห้องทำงาน หรือที่ใดก็ตามที่มีการทำงานเฉพาะอย่างเกิดขึ้น ต้องการระดับแสงที่สว่างเป็นพิเศษ ซึ่งควรจะติดตั้งในตำแหน่งที่ไม่ทำให้เงาตกลงบนงานที่กำลังทำอยู่ แสงไฟที่กำหนดทิศทางได้ เช่น ดาวน์ไลท์ โคมไฟตั้งโต๊ะ ทำงานที่ปรับมุมได้ หรือสปอตไลท์ เป็นไฟ ที่เหมาะสมสำหรับบริเวณเช่นนี้ หรืออาจใช้ไฟที่สว่างเป็นพิเศษ ซึ่งปกติมักจะใช้ในจุดที่มืดและอาจเป็นอันตรายได้ง่าย เช่น บันได หรือทางเดินภายนอกบ้าน มาใช้ในส่วนทำงานก็ได้
����� แสงไฟสำหรับเน้นส่วนสำคัญ (Accent Light)
������สำหรับการขับเน้น ของตกแต่ง ที่จัดวางเอาไว้ แสงไฟเฉพาะจุด เช่น สปอตไลท์ จะเป็นแบบที่ได้ผลดีเป็นพิเศษ เพราะมันสามารถปรับมุมองศาสำหรับส่องสว่างได้ นอกจากนี้ ก็อาจใช้ไฟลักษณะอื่นก็ได้ เช่น ไฟส่องรูปภาพ (Picture Light) ไฟที่ซ่อนอยู่ใน ชั้นวางของ หรือ โคมไฟตั้งพื้น ที่ส่องแสงขึ้นข้างบน Floor-standing Uplight)

���� ประเภทของหลอดไฟ
������
หลอดไฟ ที่ใช้กันในบ้านมีอยู่ 3 ประเภทหลัก ๆ คือ ทังสเตน (tungsten) ทังสเตน ฮาโลเจน (Tungsten Halogen) และ ฟลูออเรสเซ้นต์ (Fluorescent) ความแตกต่างระหว่างมันขึ้นอยู่กับประสิทธิภาพในการใช้พลังงานของมัน อายุการใช้งานโดยเฉลี่ย และที่สำคัญที่สุดก็คือทางด้านสุนทรียภาพ อันเกิดจากสีสันของบรรยากาศโดยรวม ที่ต่างกันไปเมื่อใช้หลอดไฟต่างชนิดกัน
เป็นแสงชนิดที่เป็นที่รู้จักกันมากที่สุดสำหรับการใช้งานในบ้าน หลอดไฟชนิดนี้ประกอบด้วยเส้นลวดเล็ก ๆ ซึ่งส่องสว่างอยู่ภายในหลอดไฟ ที่มักเป็นกระจกแก้วใสหรือ ฝ้า และบรรจุ ก๊าซเฉื่อย (Inert Gas – ก๊าซที่จะไม่ประกอบกับวัตถุอื่น เช่น นีออน อาร์กอน ฮีเลียม) ซึ่งมีความเข้มข้นน้อย เมื่อเทียบกับแสงธรรมชาติ�
����� ทังสเตนจะเป็นแสงที่อบอุ่น ออกโทนสีเหลือง และเหมาะสำหรับการใช้ใน งานตกแต่ง เพราะไม่ทำให้สีสันของสิ่งของเปลี่ยนไป และให้ความแตกต่างในด้านโทนที่ดี อย่างไรก็ตาม ทังสเตนมีข้อเสียกว่า หลอดไฟ ชนิดอื่นก็คือ หลอดไฟมีอายุการใช้งานสั้น และทำให้เกิดความร้อน แต่ก็มีข้อดีตรงที่ราคาไม่แพง และสามารถใช้งานร่วมกับ ดิมเมอร์ ( Dimmer� -� อุปกรณ์หรี่ไฟ ) ได้
���� ทังสเตน ฮาโลเจน
�����หลอดไฟ ชนิดนี้จะให้แสงที่ดูเย็นขาวกว่าและสว่างกว่า ทังสเตน โดยในหลอดไฟจะใส่ ก๊าซฮาโลเจน ซึ่งเป็นองค์ประกอบทางเคมีอย่างหนึ่ง ซึ่งจะทำปฏิกิริยากับไอร้อนจากไส้แบบ ทังสเตน ทังสเตนฮาโลเจนใช้ได้ผลดีมากในการแสดงรายละเอียดของสีสัน ทำให้ดูมีคอนทราสต์ และด้วยความที่ให้ความรู้สึกสดใสและสว่างมาก ทำให้เหมาะจะใช้กับแสงที่ส่องขึ้นข้างบน ไฟสปอตไลท์ และไฟที่เน้นจุดสำคัญ หลอดไฟชนิดนี้สามารถใช้กับ ดิมเมอร์ไ ด้เช่นกัน
���� ฟลูออเรสเซนต์
�����แสงไฟ ชนิดนี้จะมีผลต่อสีและโทนเป็นพิเศษ อย่างไรก็ตาม มี หลอดฟลูออเรสเซ้นต์ สมัยใหม่ที่เลียนแบบแสงธรรมชาติ และมีการใช้ชนิดของแก้วที่ใช้ทำตัวหลอดต่าง ๆ กันไป ทำให้แสงไฟดูนุ่มนวลขึ้น
คุณสมบัติของแสง
ชนิดของหลอดไฟ
สีที่ปรากฏ
สีที่ทำให้เกิด
ทังสเตน
โทนอุ่น
ส้ม แดงสดใส และสีฟ้าหม่น
ทังสเตนฮาโลเจน
ช่องทางเดินภายในอาคารอยู่อาศัยร่วมกัน
ส้ม แดงสดใส สีฟ้าที่หม่นน้อยกว่า
ส้ม แดงสดใส สีฟ้าที่หม่นน้อยกว่า
เย็น ขาว
ทำให้สีเพี้ยนเล็กน้อย และสีแดงค่อนข้างซีด
ฟลูออเรสเซ้นต์
อุ่นหรือเย็น
แตกต่างไปได้หลายแบบ
นีออน
หลายสี
แตกต่างไปได้หลายแบบ

����� ไฟเพดาน
�����โคมไฟติดเพดาน ที่ติดตายอยู่เหนือศีรษะ ไม่ว่าจะเป็นโคมไฟกิ่งไฟช่อ หรือไฟติดเพดาน เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดในการให้กำเนิดแสง โดยทั่วไปสำหรับบ้าน อย่างไรก็ตามการใช้แสงชนิดนี้เพียงอย่างเดียว ดูจะขาดเสน่ห์ไปสักหน่อย และให้ความรู้สึกอันแห้งแล้งไร้ชีวิตชีวา ควรมีการเพิ่มแสงไฟชนิดอื่น เช่น ดาวน์ไลท์ หรือ สปอตไลท์ และติดตั้ง ดิมเมอร์ เพื่อจะได้ปรับสภาพแสงได้ตามต้องการ

ไฟที่ห้อยจากเพดาน (pendant)
�����รูปแบบของ โคมไฟห้อยเพดาน นั้นมีแตกต่างกันมากมาย ทั้งราคาและคุณภาพแสง โป๊ะแก้วหรือเซรามิค จะทำให้แสงกระจายออกไปเท่ากันในทุกทิศทาง แต่ถ้ามี โคม (Shades) คลุมไม่ว่าจะเป็นกระดาษ โลหะหรือผ้า จะทำให้แสงส่องลงไปข้างล่างตรง ๆ แชนเดอเลียร์ (Chandeliers) เป็นไฟเพดานที่ให้ความสว่างมากประเภทหนึ่ง เพราะมันรวมเอาหลอดไฟเล็ก ๆ มากมายไว้ด้วยกัน แต่ส่วนมากมักจะมีราคาแพง
�����ไฟติดเพดาน (Ceiling-mounted Light)
�����โดยทั่วไปค่อนข้างจะเรียบ และถือเอาประโยชน์ใช้สอยเป็นสำคัญ ส่วนมากจะไม่มีโคมคลุม แต่อาจมีที่ครอบเป็นแก้วหรือพลาสติกคลุมให้แสงที่ส่องกระจายไปเท่ากันในทุกทิศทาง
���� ไฟดาวน์ไลท์ (Downlight)
�����โคมไฟไฟเพดาน ที่ทำได้ทั้งแบบทำเป็นช่องเจาะลึกเข้าไปภายใน หรือติดอยู่บนผิวหน้าของเพดาน ให้ประโยชน์ใช้สอยที่ดี และดูมีเสน่ห์กว่าธรรมดา ให้ทิศทางของแสงที่ส่องลงมาข้างล่าง และให้ได้ทั้งลำแสงแคบหรือกว้าง สามารถหันทิศทางให้ส่องไปยังกำแพงหรือพื้นผิวอื่น ๆ ได้ ดาวน์ไลท์ มีประโยชน์มาก และเป็นการให้แสงที่น่าสนใจสำหรับส่วนทำงานบางส่วน เช่น เคาน์เตอร์ในครัว หรือจะใช้เป็นไฟแบ็คกราวนด์ที่ดูน่าสนใจได้ด้วย โดยเฉพาะเมื่อใช้ร่วมกับ สวิทช์ไฟ แบบ ดิมเมอร์

ไฟเพดานแบบอื่น ๆ
�����สปอตไลท์สามารถใช้ติดตายบนเพดาน หรือติดบนราง และใช้เป็น ไฟแบ็คกราวนด์ หรือส่องสว่างเน้นในจุดสำคัญบางจุดก็ได้ หลอดฟลูออเรสเซ้นต์แบบ ติดเพดาน เหมาะสำหรับส่วนใช้งานที่ต้องการประโยชน์ใช้สอยเต็มที่ เพื่อตัดแสงสะท้อนเข้าตา
�� ��อย่าซื้อไฟโดยไม่ทดลองเปิดดูเสียก่อน
����� สปอตไลท์และไฟติดผนัง
��� สปอตไลท์
�����เป็นรูปแบบหนึ่งที่สามารถยืดหยุ่นได้มากที่สุดในการให้แสง ไม่เพียงแต่ใช้ในจุดที่ต้องการเน้น หรือสำหรับการทำงานเท่านั้น แต่สามารถนำมาใช้ในการให้แสงสว่างทั่ว ๆ ไปก็ได้ แม้ว่าโดยทั่วไปจะติดที่เพดาน แต่สปอตไลท์ก็สามารถนำมาติดกำแพงได้ด้วย จะใช้ดวงเดี่ยว ๆ หรือเรียงกันเป็นราวก็ได้ มีทั้งสปอตไลท์ แบบติดกับขาตั้ง หรือ สปอตไลท์ พร้อมด้วยขาแบบหนีบ ที่เคลื่อนย้ายได้ตามต้องการ
�����สปอตไลท์ มีรูปแบบการดีไซน์มากมาย รวมทั้งขนาดด้วย มันให้ได้ตั้งแต่ลำแสงแบบกว้าง จนกระทั่งถึงลำแสงแบบแคบเล็ก และความได้เปรียบอย่างมากของสปอตไลท์ ก็คือง่ายที่จะวางตำแหน่ง และปรับทิศทางของมัน คุณสามารถตั้งองศาทิศทางของแสงไฟ ได้หลายทิศทาง ควรรวมกลุ่มสปอตไลท์ มากกว่าหนึ่งในแต่ละจุด โดยใช้ทำเป็นรางบนกำแพงหรือบนเพดานก็ได้
��� �ไฟผนัง ( Wall Light)
�����แม้จะเป็นไฟที่ไม่ค่อยเด่นเหมือนดาวน์ไลท์หรือ สปอตไลท์ แต่ก็มีให้เลือกหลายแบบเช่นกัน ทั้งแบบดั้งเดิมและแบบสมัยใหม่ แบบดั้งเดิม มักจะอยู่ในรูปของโป๊ะที่ยื่นออกมาจากผนัง ส่วนแบบสมัยใหม่มีหลายแบบส่วนมากมักจะติดเป็นคู่ การกระจายของแสงขึ้นอยู่กับรูปร่างของโคม และไฟผนังเหมาะที่สุด สำหรับโต๊ะแต่งตัว โดยติดรอบกรอบกระจกแบบห้องแต่งตัวในโรงละคร โดยไม่ต้องมีโคมคลุม เพราะจะให้แสงสว่าง โดยไม่เกิดเงาบนใบหน้า

สวิทช์ไฟ� นอกจากสวิทช์สีขาวแบบที่เห็นกันทั่วไปแล้ว ยังมีสวิทช์ไฟที่ออกแบบให้สวยงาม เหมาะสำหรับการตกแต่ง ให้เลือกหาเช่นกัน เช่น สวิทช์ทองเหลือง สวิทช์ไม้ เหล็ก หรือโครเมี่ยม ซึ่งคุณสามารถเลือกให้เข้ากับรูปแบบของการตกแต่งของคุณได้

ดิมเมอร์คอนโทรล
�����ไม่ว่าจะเป็นไฟชนิดไหนประเภทไหนก็ตาม จะได้ผลอย่างเต็มประสิทธิภาพขึ้น ถ้าคุณสามารถปรับระดับความเข้มของแสงได้ สวิทช์แบบดิมเมอร์ ติดตั้งง่าย และมีประโยชน์มากเป็นพิเศษในห้องที่มีประโยชน์ใช้สอยมากกว่าหนึ่ง (Multi-purpose Room) เช่น ครัวกับห้องอาหาร ที่รวมกันอยู่ ซึ่งต้องการแสงสว่างมากในจุดหนึ่ง และต้องการแสงที่นุ่มนวลกว่าในอีกจุดหนึ่ง

ไฟตั้งโต๊ะและตั้งพื้น
���� ไฟสองชนิดนี้เป็นทางเลือกที่เป็นที่นิยมกันมาก ทั้งสำหรับในส่วนทำงาน หรือเป็นไฟส่องสว่างทั่วไป และเป็นของแต่งบ้านได้เท่ากับเป็นของที่มีประโยชน์ มีให้เลือกมากแบบทั้งสีสัน รูปทรง ดีไซน์ และขนาด ซึ่งสามารถเลือกให้เหมาะกับการตกแต่งได้ทุกแบบ


���� โคมไฟตั้งโต๊ะ (Table Lamps)
������โคมไฟ ชนิดนี้ควรมีฐานที่หนักพอสมควร เพื่อจะตั้งได้อย่างมั่นคง และรับน้ำหนักของหลอดไฟและโคมได้ ไม่ว่าจะเป็นกระดาษ ผ้า หรือเปลือกหอย โคมไฟตั้งโต๊ะให้แสงที่นุ่มนวล และกระจาย แสงไฟมักส่องขึ้นข้างบน (แต่ก็ขึ้นอยู่กับรูปแบบของโคมด้วย) การวาง โคมไฟตั้งโต๊ะ ไว้หลาย ๆ อันรอบห้อง จะสร้างแสงและเงาที่ให้ผลในการสร้างบรรยากาศอย่างมาก จึงเป็นวิธีหนึ่งที่ดีของการใช้แสงสำหรับทั่ว ๆ ไป

������ โคมไฟโต๊ะ ทำงาน (Desk Lamps)
������จุดประสงค์ของมันก็คือการให้แสงสว่าง ตรงไปยังบริเวณที่ต้องการโดยเฉพาะ รูปแบบที่ถือว่าเหมาะที่สุดสำหรับไฟที่โต๊ะทำงาน คือไฟที่ปรับขาตั้งได้ ทำให้ได้ทิศทางของแสงตามที่ต้องการ
โคมไฟตั้งพื้น (Floor Lamps)
������โคมไฟแบบลอยตัว สำหรับตั้งพื้นช่วยในการเพิ่มระดับของการส่องสว่างที่สว่างพอสำหรับกิจกรรมต่าง ๆ เช่น การอ่านหนังสือ ส่วนมากมักจะใช้ไฟฮาโลเจน เพราะให้แสงที่สว่างกว่า รูปแบบก็มีทั้งแบบ โคมไฟ ที่มีขาตั้งแบบเก่า แบบที่ไฟส่องขึ้นข้างบน แบบที่ปรับมุมได้ หรือบางทีก็ใช้สปอตไลท์ตั้งบนขาตั้ง โคมไฟตั้งพื้น ไม่จำเป็นต้องสูงมาก แต่อาจจะเป็นไฟที่วางไว้บนพื้นในระดับต่ำ ๆ เพื่อส่องสว่างให้กับกลุ่มต้นไม้ที่ใช้ตกแต่งภายใน หรือ ของตกแต่ง ที่อยู่บนพื้น หรือเพียงแต่เพิ่มความรู้สึกให้กับแสง
����- ตรวจเช็คสายไฟและระบบไฟของคุณทุกห้าปี
������- ระบบใดก็ตามที่เก่ากว่า 25 ปี ต้องเปลี่ยนใหม่
������- อย่าทำให้เต้าเสียบไฟทำงานเกินกำลัง ด้วยการใช้เสียบปลั๊กหลายอันในคราวเดียว
������- รีบเปลี่ยนสายไฟ หรือปลั๊กที่ชำรุด
������- ให้เครื่องใช้ไฟฟ้าอยู่ห่างจากห้องน้ำ
������- ทุกครั้งที่ทำอะไรเกี่ยวกับไฟ ต้องปิดคัทเอาท์เสียก่อนเสมอ
������- ดึงปลั๊กเครื่องใช้ไฟฟ้าออกก่อนที่จะทำอะไรกับมัน

������ เรื่อง : เยาวลักษณ์�

ที่มา : Smilehomes.com

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

จัดสวน-ตกแต่งบ้าน ทำได้ง่ายด้วยมือคุณ

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 10:42 am
Tags
จัดสวน – ตกแต่งบ้าน ทำได้ง่ายด้วยมือคุณ

หัวอกผู้บริโภคไม่ว่าจะซื้อ บ้านจัดสรร หรือสร้างบ้านเอง เป็นต้องปวดหัวกับภาระหนักหลังรับโอนตัวบ้านมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น ซึ่งก็คือเรื่องของ การตกแต่งบ้าน…แต่งอย่างไรให้บ้านเป็นวิมานสวรรค์

วันนี้หยิบยกข้อควรรู้ง่ายๆ จาก แมกาซีน ของ สมาคมธุรกิจรับสร้างบ้าน ว่าด้วยเรื่อง ” ตกแต่งภายใน และ การจัดสวน” สั้นๆ ตรงประเด็น ยิ่งถ้าได้อ่านแล้วทำให้ “คลิก” ไอเดีย ดีๆ แถม “เบา” กระเป๋าได้อีกต่างหากละก็…เยี่ยมไปเลย เข้าเรื่องเลยดีกว่า

ตกแต่งภายใน

ส่วนประกอบสำคัญของบ้านคือ การตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นส่วนที่เจ้าของบ้านต้องใส่ใจมากเป็นพิเศษ ตั้งแต่การจัดหา มัณฑนากร การจัดหาผู้รับเหมาและการประสานงานระหว่าง สถาปนิก ผู้ออกแบบบ้าน และ มัณฑนากร ซึ่งเป็นส่วนที่สำคัญเพราะบ้านจะสวยหรือไม่สวยขึ้นอยู่กับทั้ง 2 ฝ่ายที่จะต้องมีการประสานงานที่สอดคล้องกัน และยังเป็นการลดค่าใช้จ่ายเนื่องจากการทำงานที่ซ้ำซ้อน

ในปัจจุบันมี บริษัทรับตกแต่งภายใน มากมายพร้อมที่จะให้บริการ แต่ควรจะต้องมี การประสานงาน กับ สถาปนิก เพื่อที่จะได้เริ่มต้นไปได้พร้อมกัน เพราะงานบางส่วนสามารถดำเนินไปได้พร้อมกับ งานตกแต่งภายใน ซึ่งเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านต้องวางแผนให้ดี

อีกรูปแบบคือ บริษัทรับสร้างบ้าน ที่มีบริการ ครบวงจร ซึ่งจะเอื้อต่อการทำงานมากกว่าเพราะสามารถทำให้งานทุกส่วนสามารถทำไปพร้อมๆ กัน และมีการติดต่อประสานงานกันที่สะดวก รวดเร็ว โดยที่เจ้าของบ้านไม่ต้องเสียเวลา

การจ้าง บริษัทตกแต่งภายใน ที่จะมาทำ การตกแต่งภายใน ให้กับบ้าน อาจจะจ้างแบบเหมารวม คือ ตกแต่ง ให้หมดทุกอย่างทั้งบ้าน ตั้งแต่พื้น ฝ้า เฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน เฟอร์นิเจอร์ลอยตัว ผ้าม่าน วอลเปเปอร์ และอื่นๆ ซึ่งค่าใช้จ่ายตรงนี้ค่อนข้างสูงพอสมควร

อีกลักษณะหนึ่งคือการเลือก ตกแต่ง เฉพาะบางส่วน เช่น อาจจะมีเฉพาะ เฟอร์นิเจอร์บิลต์อิน เจ้าของบ้านต้องติดต่อซื้อส่วนที่เหลือเอง ซึ่งอันนี้ขึ้นอยู่กับการตกลงระหว่างเจ้าของบ้านกับบริษัท

การจัดสวน

เป็นอีกองค์ประกอบหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มความมีชีวิตชีวาให้กับบ้าน เจ้าของบ้านควรพิจารณาขนาดของสวนที่จะจัดแต่ง เรื่องนี้ไม่มีปัญหามากเท่าใดนักเพราะสามารถทำได้หลังจากบ้านเสร็จ ซึ่ง บริษัทรับจัดสวน ที่ครบวงจรมีอยู่ทั่วไปหรือจะให้ บริษัทรับสร้างบ้าน เป็นผู้ดูแลในจุดนี้ก็จะสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น เพราะหากในสวนมี ระบบสปริงเกลอร์ ไฟสนาม น้ำพุ หรือน้ำตก จะต้องกำหนดจุดเพื่อเดินท่อน้ำ เดินสายไฟไว้ในช่วงก่อสร้าง ทำให้ไม่ต้องวางระบบเหล่านี้อีกในภายหลัง ซึ่งจะเพิ่มค่าใช้จ่ายและเสียเวลา

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

การแต่งบ้าน ให้เป็น บ้าน

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 10:41 am
Tags
การแต่งบ้าน ให้เป็น House

การพบปะสังสรรค์ในวันสบายๆ กับญาติสนิทและเพื่อนฝูงถือเป็นส่วนหนึ่งของ ไลฟ์สไตล์ คนรุ่นใหม่ รูปแบบการจัดปาร์ตี้ในบรรยากาศที่เป็นกันเองเป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่ทำให้หลายคนได้อิ่มเอมกันกับความสุข

คอลัมน์ Home Tips ใน วารสาร LUMPINI ของ บริษัท แอล.พี.เอ็น.ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) เอาใจสาวๆ ที่ชอบจัด งานปาร์ตี้ ในเทศกาลสำคัญ ด้วยเทคนิคง่ายๆ ที่จะเนรมิต ห้องชุด ที่เรียบง่ายให้แวดล้อมไปด้วยกลิ่นอายของบรรยากาศ งานปาร์ตี้ ที่สุดแสนกิ๊บเก๋ แถมประหยัดเวลา ประหยัดงบประมาณ อีกด้วย

เริ่มด้วยการสำรวจพื้นที่รอบๆ บ้านก่อนจัดปาร์ตี้ว่า มี เฟอร์นิเจอร์ ชิ้นไหนที่ไม่จำเป็น ซึ่งอาจจะมีการปรับเปลี่ยนเคลื่อนย้าย เฟอร์นิเจอร์ บางชิ้น เพื่อให้มีพื้นที่ว่าง กว้างพอจัดเป็นมุมปาร์ตี้ที่เก๋ไก๋ ไม่ซ้ำใคร

โดยเหลือไว้เพียง เฟอร์นิเจอร์ หลักๆ ที่ใช้ใน การจัดปาร์ตี้ ซึ่งก็มี โต๊ะ สำหรับวางอาหาร เครื่องดื่ม รถเข็นของขนาดย่อม (serving troller) ที่จะทำให้การขนย้ายอุปกรณ์สำหรับงานเลี้ยงง่ายและสะดวกยิ่งขึ้น เก้าอี้ ควรมีน้ำหนักเบาและเคลื่อนย้ายง่าย หรือถ้าเป็น โซฟา ก็ควรเลือกแบบถอดซักได้ เพื่อความสะดวกในการทำความสะอาดหลังเลิกงาน

แสง ไฟนีออน ในบ้านห้ามเด็ดขาด เพราะจะทำให้บรรยากาศงานปาร์ตี้ยามค่ำคืนไม่เปอร์เฟ็กต์ หากหลีกเลี่ยงไม่ได้จริงๆ ให้หากระดาษแก้วสีแดง เหลือง ส้ม มาหุ้ม หลอดนีออน แก้ขัดไปก่อน ไม่จำเป็นต้องลงทุนซื้อ ไฟประดับ ราคาแพงๆ วิธีนี้ประหยัดแถมยังกิ๊บเก๋อีกต่างหาก พองานเลิกก็แกะออกทำความสะอาดได้ทันที

หากระดาษสวยๆ หรือสายรุ้งมา ตกแต่งเพดาน เพิ่มสีสันให้กับงานปาร์ตี้ในคืนนี้ได้เป็นอย่างมาก

อุปกรณ์จัดงานปาร์ตี้อย่างแก้ว จาน ชาม อาจซื้อแบบพลาสติกหรือกระดาษมาใช้ เพราะจะได้ไม่ต้องกังวลว่าจะแตกหัก เสียหาย ที่สำคัญเมื่อเสร็จงานก็เก็บทิ้งได้เลยไม่ต้องมาล้างให้วุ่นวายใจ

ถ้ากลัว เฟอร์นิเจอร์ ในบ้านเลอะเทอะ เป็นรอย อาจใช้ผ้าพลาสติกคลุมอีกชั้น ซึ่งปัจจุบันก็มีให้เลือกหลากสีสัน หลายลวดลาย ลองเดินหาซื้อตามศูนย์ แต่งบ้าน หรือ ห้างสรรพสินค้า ทั่วไป

ในการทำความสะอาด ควรพิจารณาว่าบริเวณส่วนใดของบ้านที่แขกจะใช้มากกว่าส่วนอื่นๆ เช่น ห้องน้ำ ห้องครัว ทางเข้า ห้องรับแขก ก็ควรทำความสะอาดบริเวณนั้นให้เป็นพิเศษ

อีกข้อที่สำคัญก่อน การจัดงานปาร์ตี้ ควรบอกกล่าว นิติบุคคลฯ และเพื่อนบ้านข้างเคียงสักเล็กน้อยถึงวันเวลาในการจัดงาน เพื่อทุกคนจะได้ไม่ตกใจที่เห็นคนแปลกหน้าเดินผ่านไปมาในอาคาร และในกรณีที่เผลอส่งเสียงดังเกินลิมิตด้วยค่ะ เพื่อสัมพันธภาพที่ยืนยาวของบ้านใกล้เรือนเคียง

ที่มา ประชาชาติธุรกิจ

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

Be More Colorful สวนหลากสี

Posted by admin | 1 | Tuesday 1 December 2009 10:37 am
Tags
Be More Colorful สวนหลากสี

“สวน” ใครก็ต้องนึกถึงสีเขียว แต่เพื่อความน่าสนใจและ สร้างบรรยากาศ ให้สวนสีเขียวกลายเป็นสวนหลากสี ทว่ายังคงบรรยากาศความเย็นสบายไว้ บริษัท ธนาพัฒน์ พร็อพ เพอร์ตี้ ดิเวลลอปเมนท์ จำกัด (มหาชน) แนะนำให้ลองหา ของตกแต่ง มาช่วยแต้มสี ให้สวนกันดีกว่า

ลานหรือพื้นแข็ง ในสวน

มีให้เลือก 2 แบบ คือแบบถาวรและแบบ ไม่ตายตัว ซึ่งส่วนใหญ่จะนิยมแบบหลังมากกว่า เนื่องจากสามารถเปลี่ยนแปลงได้และ มีให้เลือกหลายแบบ เช่น แบบเหลี่ยม แบบกลม หรือ รูปทรงอิสระ ขึ้นอยู่กับความชอบและรูปแบบสวน นอกจากนี้ยังสามารถเพิ่มลวดลายหรือออกแบบ แผ่นทางเดินได้ตามความต้องการ

เฟอร์นิเจอร์

ก่อนเลือกซื้อ เฟอร์นิเจอร์ ควรดูความ เหมาะสมก่อน สำหรับสวนทั่วไปอาจเลือก เฟอร์นิเจอร์ ที่เรียบๆ เพิ่มลูกเล่นด้วยการ ทาสีหรือตกแต่งลวดลาย เช่น ชุดโต๊ะ – เก้าอี้ ไม้สีน้ำเงิน หรือจะหาม้านั่งตัวยาวพอดี เสริมด้วยเบาะสีแดงเข้ม แล้ววาง หมอนอิง หลากสี ก็ดูเข้ากัน

น้ำ

สามารถทำได้หลายแบบ เช่น ขุดดิน ทำ บ่อน้ำ หรือวางภาชนะรูปทรงต่างๆ สำหรับ ติดตั้ง น้ำพุ เช่น สวนเมืองร้อนอาจใช้ โอ่งน้ำล้น ส่วน สวนญี่ปุ่น จะใช้ อ่างหิน และ กระบอกไม้ไผ่ เป็นต้น แต่สำหรับสวนที่มี พื้นที่ไม่มากนัก อาจหาอ่างน้ำเล็กๆ ปลูกด อกบัว สีชมพูสดใส หรือจะเลือกเลี้ยง ปลาหางนกยูง ก็ได้

ประติมากรรม ประดับสวน

ควรเลือกให้เหมาะกับ รูปแบบสวน และนำมาจัดวางในตำแหน่งที่เห็นเด่นชัด เช่น สวนบาหลี ใช้ประติมากรรมสิงห์และยักษ์ ตั้ง ประดับ สวนไทยอาจใช้ โอ่งดิน หรือจะลองเลือก งานประติมากรรม สมัยใหม่ที่ ทำมาจาก บรอนซ์ และ ทองแดง อาทิ ผล งานศิลปะ รูปทรงแปลกตา ก็ช่วยเพิ่มความน่าสนใจได้ไม่น้อย

ไฟในสวน

ปัจจุบันมี รูปแบบ โคมไฟใ ห้เลือก หลายแบบ เช่น โคมไฟไม้ โคมไฟไม้ไผ่�โคมไฟ – แบบเกาหลี �โคมไฟ – แบบญี่ปุ่น หรือเลือก จุดเทียนใส่แก้ววางประดับไว้เพื่อช่วยเน้น จุดเด่นของสวนให้น่าสนใจ เหมาะสำหรับ ใช้ตกแต่ง เฉพาะกิจในการจัดงานปาร์ตี้หรือ รับรองแขกใ นช่วงค่ำ

ถ้าวันหยุดนี้ยังไม่มี โปรแกรม อะไร ลองนำทิปเล็กๆ น้อยๆ จากเราไป ลงมือทำ แล้วสวนของคุณจะสวยสดชื่น ขึ้นทันที

ดูรายละเอียด

จากร้าน ORIENTA DECOR – - NATURE DECOR

« Previous PageNext Page »