บทความสาระดีๆ จากเจ้าของร้านค้า weloveshopping.com ขายของออนไลน์

รวย สุขภาพดี และได้บุญ กับ Unicity

Posted by admin | 1 | Wednesday 27 January 2010 12:54 pm
Tags , , , , , , , , , ,
Unicity Make Life Better Foundation

มูลนิธิ Unicitiy Make Life Better จัดตั้งขึ้นเพื่อส่งมอบความหวังใน
เรื่อง ความจำเป็นขั้นพื้นฐาน และสุขภาพที่ดีแก่ผู้คนทั่วโลก
โดยความร่วมมือกันในการทำงานหนัก การทุ่มเท การเสียสละ
และการช่วยกันอุปถัมณ์ค้ำจุนกันของนักธุรกิจยูนิซิตี้
ผู้ใช้ผลิตภัณฑ์ และพนักงานของยูนิซิตี้ มูลนิธินี้มีหน้าที่ส่งเสริมและให้ความช่วยเหลือด้วยการทำให้ปณิธาน
ของยูนิซิตี้ที่จะเป็นองค์กรที่ช่วยทำให้ชีวิตดีขึ้นนั้นเป็นความจริงขึ้นมา


 

เนื่อง
ในโอกาสวันแห่งความรัก 14 กุมภาพันธ์ 2550 มูลนิธิ Make Life Better
Foundation โดยบริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด
ร่วมกับนักธุรกิจยูนิซิตี้มอบคลอโรฟิลล์ให้กับผู้ติดเชื้อ HIV
ที่วัดพระบาทน้ำพุ จังหวัดลพบุรี จำนวน 342 กระปุก พร้อมเงินบริจาคจำนวน
14,740 บาท รวมเป็นมูลค่าทั้งสิ้น 226,780 บาท

     
      มูลนิธิ
Make Life Better โดยบริษัท ยูนิซิตี้ มาร์เก็ตติ้ง (ไทยแลนด์) จำกัด
ทูลเกล้าฯ ถวายเงิน 10, 000 โดยเสด็จพระราชกุศลเพื่อร่วมสมทบทุน
มูลนิธิทีปังกรรัศมีโชติ แด่พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์
พระวรชายาในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ ณ งานมหกรรมผลิตภัณฑ์แม่บ้าน
สายใยรักแห่งครอบครัวเพื่อฟื้นฟูผู้ประสบภัยพิบัติใน
พระดำริพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯ
จัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เมื่อวันที่ 1
ธันวาคม 2549
         
มูลนิธิ Unicitiy Make Life Better ได้มีส่วนแบ่งปันให้กับองค์กรการกุศล
และไม่แสวงผลกำไรต่างๆ ทั่วโลก รวมถึงองค์กรที่ให้การสนับสนุนเด็กกำพร้า
Orphans Around the World , Make a Wish Foundation, Reach the Children ,
กองทุนที่ระลึกนักธุรกิจยูนิซิตี้ – The Dale Bacon – Trevor Andrew
Janzen Trust Fund และกองทุนที่ระลึกพนักงานยูนิซิตี้ – the Stephanies
Steed Cancer Fund และองค์กรณ์อื่นๆ อีกมากมาย


ติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
the Unicity Make Life Better Foundation
at foundation@unicity.net or +1 (801) 226-2600. Unicity Make Life Better Foundation
1201 North 800 East
Orem, Utah 84097
USA

     

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

นักธุรกิจของ Unicity

Posted by admin | 1 | Wednesday 27 January 2010 12:32 pm
Tags , , , , , , , , , ,

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

แแนวโน้มธุรกิจในปี2010

Posted by admin | 1 | Thursday 21 January 2010 4:32 pm
Tags , , , , , , , , , ,
แนวโน้มธุรกิจที่จะบูมในปี 2010

     ทุกทศวรรษจะมีปรากฎกาณ์ทางเศรษฐศาสตร์เกิดขึ้น
เมื่อนักเศรษฐศาสตร์ ชื่อดัง พอล เซน พิวเซอร์ นักเศรษฐศาสตร์ประจำตัวอดีตประธานาธิบดีสหรัฐ 2 สมัย ได้กล่าวว่า

ในปี 1970 จะเป็นยุคของเตาไมโครเวฟ
ในปี 1980 จะเป็นยุคของเครื่องเล่น VCD
ในปี 1990 จะเป็นยุคแห่ง Computer และ Internet
ในปี 2000 จะเป็นยุคแห่งธุรกิจ willness industry อะไรกินแล้วชะลอแก่
ไม่ป่วย รักษาโรคได้ และไม่เป็นมะเร็ง

และภายในปี 2010 ธุรกิจเกี่ยวกับ willness industry จะบูมอย่างมาก
และจะมีมูลค่าจากการใช้จ่าย มากกว่า หรือเทียบเท่ากับตลาดรถยนต์ในอเมริกา
เลยทีเดียว

เห็นได้ชัดว่าในแต่ละทศวรรษ ที่ พอล เซน พิวเซอร์ได้กล่าวมาล้วนแล้วแต่เกิดขึ้นจริง
อีกนานแค่ไหนกว่าโอกาสอย่างนี้จะมาถึงคุณ

ผู้ที่เริ่มก่อน…ที่จะรวย   และโอกาส…เป็นของผู้ที่คว้าก่อนเท่านั้น

หากวันข้างหน้าบุตรหลาน ของคุณถามคุณว่า มีโอกาสดีๆ อะไรในปี
2010 คุณจะอธิบายกับเค้าว่าคุณเข้าไปคว้าโอกาสนั้นได้อย่างไร
หรือคุณเพียงจะตอบเค้าว่า คุณพลาดไปได้อย่างไร….
โปรดอย่าพลาดโอกาสในครั้งนี้…..

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

PDR หนังสือสำหรับแพทย์ทั่วโลก กับ Unicity

Posted by admin | 1 | Wednesday 13 January 2010 9:20 am
Tags , , , , , , , , , ,

Physicians’ Desk Reference Edition 2005 (PDR)

หนังสืออ้างอิงทางวิชาการสำหรับบุคลากรทางการแพทย์ทั่วโลก

หนังสือ
PDR
เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลทางวิชาการที่น่าเชื่อถือที่สุด
สำหรับแพทย์ในการสั่งจ่ายยาหรือผลิตภัณฑ์ต่างๆที่ผ่านการอนุมัติจากสำนักงาน
คุณะกรรมการอาหารและยา ของสหรัฐอเมริกาให้กับคนไข้
มีการค้นหาและใช้ข้อมูลอ้างอิงจาก PDR
โดยบุคลากรทางการแพทย์จำนวนหลายล้านครั้งในแต่ละสัปดาห์ และหนังสือ PDR
ฉบับปี 2005 นี้จะถูกส่งไปยัง แพทย์ในสหรัฐอเมริกากว่า 5 แสนคน
รวมถึงเภสัชกรในระดับหัวหน้าประเทศอีกด้วย โดยที่บุคลากรทางการแพทย์กว่า
90 % ให้ความสำคัญอย่างมากกับ PDR อย่างมาก
ในฐานะที่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ และมั่นใจได้ว่า
พวกเขาได้ตัดสินใจได้อย่างถูกต้อง
ในการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับคนไข้ ซึ่งผลิตภัณฑ์ของยูนิซิตี้
ที่ได้รับการคัดเลือกและรับรองสรรพคุณลงพิมพ์ใน PDR ฉบับปี 2005 ได้แก่

- Bios Life

- Core Health

- Daily Produce 24

- Life Health System

- CM Plex Cream and Capsules

- Cardio Essantials

- VISUtein


* ผลิตภัณฑ์บางตัวอยู่ในระหว่างการขอเข้า PDR และบางตัวอยู่ระหว่างการดำเนินการขอเข้ามาจำหน่ายในไทย

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

โอกาสทางธุรกิจเพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

Posted by admin | 1 | Tuesday 12 January 2010 8:33 am
Tags , , , , , , , , , ,
โอกาสทางธุรกิจ…เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น

       การได้ทำงานอยู่กับบ้าน การได้ใช้เวลาอยู่กับครอบครัวให้มากขึ้น การได้ทำธุรกิจส่วนตัวและบรรลุถึงเป้าหมายทางการเงิน ล้วนแล้วแต่เป็นสิ่งที่เราปรารถนาทั้งสิ้น

       คำมั่นสัญญาของ Unicity คือ การหยิบยื่นโอกาสทางธุรกิจ ที่ทำให้ท่านมีรายได้เพิ่มขึ้น และมีความเป็นอยู่ในแบบที่ท่านต้องการ ไม่ว่าท่านจะต้องการเพียงรายได้เสริม หรือต้องการยกระดับรายได้อย่างไรขีดจำกัดก็ตาม

       Unicity ได้นำเสนอธุรกิจส่วนบุลคล ที่มีทั้งผลิตภัณฑ์ และแผนธุรกิจอันทรงประสิทธิภาพ ที่จะช่วยทำให้ท่านบรรลุถึงเป้าหมายในชีวิตของท่านได้

เริ่มต้นธุรกิจ Unicity ง่ายๆ  
เพียงแค่ท่านสมัครสมาชิก
   ทีมงานที่มีประสพการณ์ระดับสูง  จะเป็นผู้ดูแล ให้คำแนะนำและเป็นที่ปรึกษาให้กับท่าน  เพื่อให้ท่านประสพผลสำเร็จในธุรกิจโดยเร็วที่สุด

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

งาน 4 แบบ ของคน 4 ด้าน

Posted by admin | 1 | Sunday 10 January 2010 2:57 pm
Tags , , , , , , , , , ,
คนทุกคนในโลกกลมๆ ใบนี้ มีวิธีในการทำเงิน 4 แบบ แบ่งแยกตามลักษณะนิสัยของคน 4 ด้านดังนี้


1.     E     Employee: ลูกจ้าง
     ถ้าเราได้รับเงินเดือนจากการทำงานให้กับกิจการที่เราไม่ได้เป็นเจ้าของ ก็แสดงว่าเงินของเรามาจากด้าน E ไม่ ว่าเขาจะอยู่ตำแหน่งไหนในบริษัทตั้งแต่พนักงานทำความสะอาด จนถึงประธานบริษัท ก็ล้วนแต่เป็นลูกจ้างด้วยกันทั้งนั้น คนเหล่านี้ชอบที่จะคิดและพูดว่า “ฉันต้องการหางานที่มีรายได้มั่นคง” หรือไม่ก็พูดว่า “เราจะได้ค่าล่วงเวลาเท่าไร” หรือ “มีวันหยุดกี่วัน” การทำเงินของคนกลุ่ม E คือ การทำงานอิสระตามลำพัง รายได้มีขีดจำกัด ต้องขายความรู้ ความสามารถและแรงงานของตนเองเพื่อแลกกับรายได้ที่ได้มา ซึ่งข้อจำกัดในการเพิ่มรายได้ของการเป็น ลูกจ้างก็คือ “เวลาและความรู้ ความสามารถในอาชีพนั้นๆ” หากวันนี้เราต้องการรายได้มากขึ้น เราต้องมีความรู้ ความสามารถมากขึ้นเพื่อต่อรองกับค่าตัวของเรากับนายจ้าง หรือหากเราขยัน ทำงานมากขึ้น (จำนวนชั่วโมงมากขึ้น) เราก็อาจจะมารายได้มากขึ้น (หรือเรียกว่าทำ OT. ) หรือเราอาจจะมองหางานใหม่ที่เงินเดือนมากขึ้นก็ได้ น่าเสียดายที่คนในด้าน E มุ่งเน้นแต่แสวงหาความมั่นคง แต่เขาไม่รู้เลยว่า วันดีคืนดีเขาอาจจะถูกให้ออกจากงานเมื่อไรก็ได้ บริษัทอาจจะต้องปิดตัวหรือปลดคนงานออกเพื่อลดต้นทุน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่คนด้าน E ไม่สามารถ ควบคุมได้ นอกจากนั้นคนกลุ่มนี้ยังไม่รู้วิธีการทำเงินด้วยวิธีอื่นๆ เขายินดีที่จะทำงานให้กับคนอื่น หรือนายจ้างในบริษัทหรืออาจจะรับราชการและยอมที่จะทำงานอย่างหนักทุกๆ วันจนครบ 1 เดือนเพื่อรับเงินเพียง 1 ครั้ง ตลอดเวลาเขาเฝ้ามองหาความมั่นคง มองหางานที่ได้เงินมากกว่าเดิมเสมอ แต่ความจริงก็คือบริษัทจะไม่เลี้ยงดูหรือให้งานเราทำตลอดชีวิต เมื่อเราอายุถึง 55 หรือ 60 ปี เราจะถูกบังคับให้เกษียณอายุ แล้วเมื่อเราเกษียณอายุ ชีวิตที่เหลืออยู่จากนี้ของเรา ซึ่งยังคงต้องกินใช้ตลอด ทั้งค่าไฟ ค่าน้ำ ค่าเช่าบ้าน จะเอาที่ไหนมาจ่ายละครับ หรือว่าจะหวังว่าลูกๆ ของเราคงจะเลี้ยงดูเราแทน ญาติๆ ของเราจะเลี้ยงดูเรา หรือว่าเราจะมีเงินเก็บซึ่งมีมากพอที่จะใช้ต่อจาก 60 ปีจนเสียชีวิตของเรา

2.     S   Self – Employed: กิจการส่วนตัวหรือเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก
      ถ้ารายได้ของเราเป็นลักษณะของค่านายหน้า หรือเราคิดค่าตัวของเราเป็นรายชั่วโมงกับลูกค้า เราก็อาจจะอยู่ในกลุ่ม S เช่นพวกตัวแทนขายอสังหาริมทรัพย์ที่มักจะพูดว่า “เราคิดค่านายหน้า 6% จากราคาซื้อ” หรือพวกนักกฎหมายหรือแพทย์ที่คิดค่าใช้จ่ายเป็นรายชั่วโมง นอกจากนั้นก็ยังรวมถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็ก เช่นเจ้าของร้านอาหาร กิจการในครอบครัว อาชีพที่ปรึกษา หรือธุรกิจของตัวเองโดยที่เราเป็นผู้ดูแลหรือผู้ผลิตเอง รวมไปถึงการเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน คนเหล่านี้มักชอบที่จะทำอะไรด้วยตัวเขาเองเสมอ เรื่องที่น่าเศร้าก็คือ คนกลุ่มนี้มักจะมีรายได้ต่ำที่สุดเมื่อเทียบกับคนกลุ่มอื่นๆ ในขณะที่ต้องทำงานหนักมากกว่าคนอื่น ปัญหาใหญ่ของคนกลุ่มนี้คือการขาดเงินทุน บ้างก็ขาดกำลังใจหรือบ้างก็ขาดทั้งสองอย่าง คนที่ทำเงินจากด้าน S ต้องอดทนทั้งกับลูกค้า เจ้าหน้าที่รัฐหรือแม้แต่ลูกจ้างของตัวเอง และเมื่อเขาต้องเผชิญกับคนหลายๆ กลุ่มพร้อมๆ กันก็เป็นเรื่องยากที่เขาจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ วิธีทำเงินของคนกลุ่ม S คือ การขายเวลาในแต่ละวันและความสามารถ (เฉพาะด้าน) ของตัวเราเองออกไป อาจจะเป็นการใช้เงินซื้อสินค้าอะไรมาบางอย่างเพื่อขายต่อ เช่นการเปิดท้ายขายของ การเปิดร้านเสื้อผ้า หรือหากเราเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เช่น ถ้าเราเป็นคุณหมอที่มาเปิดคลินิกของตัวเอง เราก็ต้องลงทุนเช่าที่ ซื้ออุปกรณ์ทางการแพทย์ฯลฯ หรือหากเป็นทนาย นักบัญชี เราต้องใช้เวลา (ของเรา) ความรู้ ความสามารถ (ของตัวเราเองเท่านั้น) ในการทำเงิน ข้อจำกัดของการทำเงินแบบ S ที่สำคัญที่สุดคือ ” เวลา ” เพราะเราไม่สามารถหยุดทำงานได้ เช่นหากเราเป็นเจ้าของร้าน หากเราต้องการปิดร้านเพื่อไปพักผ่อน รายได้ของเรา (จากร้านค้าของเรา) ในวันนั้นก็จะไม่มี หากว่าเราเป็นทนายเกิดเราไม่สบาย เราก็ไม่มีรายได้ในวันนั้น (จากค่าว่าความ หรือจากค่าให้คำปรึกษา) เวลาจึงเป็นข้อจำกัดที่สำคัญที่สุดของการทำเงินแบบ S นอกจากนั้นข้อจำกัดอีกข้อที่สำคัญคือ รายได้แบบ S นี้ ไม่สามารถส่งต่อให้กับทายาทได้ เช่น หมอมีลูกชาย ลูกชายคนนี้อาจจะไม่ได้เรียนหมอมา หรือเรียนมาอาจจะไม่เก่งเท่ารุ่นพ่อได้ ดังนั้นไม่แน่เหมือนกันว่าทายาทของเราจะทำได้เหมือนที่เราทำได้

3.    B   Business Owner:   เจ้าของธุรกิจขนาดใหญ่หรือเจ้าของบริษัท
 ถ้าหากว่ารายได้ของเรามาจากธุรกิจ โดยที่เราไม่ต้องไปทำงานนั้นเอง เราก็จัดอยู่ในกลุ่ม B และรายได้นี้ก็จะมีเข้ามาตลอดไม่ว่าเขาจะทำธุรกิจนี้หรือว่าลาจากโลกนี้ไปแล้ว คนที่อยู่ในด้าน B สามารถ ที่จะปล่อยวางธุรกิจของเขาได้เป็นปีๆ เมื่อเขากลับมา ธุรกิจนั้นก็ยังคงอยู่และอาจจะทำกำไรได้มากขึ้นอีกด้วย” เช่น ร้านแมคโดนัล ผมว่าทุกคนน่าจะรู้จักร้านแมคโดนัลดี ทุกวันนี้ร้านแมคโดนัลทุกสาขาทั่วโลกทำรายได้ทุกๆ นาที ทุกๆ วันให้กับเจ้าของ โดยที่เจ้าของแมคโดนัลไม่ต้องไปทำงานที่ร้านแมคโดนัลเลย (เจ้าของไม่จำเป็นต้องลงมือทำงานเอง) นอกจากนั้นหากเจ้าของร้านแมคโดนัลได้ตายจากโลกนี้ไป ลูกๆ ของเขาก็ยังคงมีรายได้จากร้านแมคโดนัลทั่วทุกมุมโลกอยู่ดี ลูกๆ ของเขาอาจจะทำแฮมเบอร์เกอร์ไม่เป็นเลยก็ได้ คนรวยทั่วโลก โดยส่วนมากจะเป็นคนที่มีรายได้จากธุรกิจของตัวเอง (เป็นคนแบบ B) ยกตัวอย่างเช่น คุณทักษิณ เป็นเจ้าของบริษัท ชินคอร์ป (AIS) และบริษัทอื่นๆ อีกมากมาย รายได้ที่ได้ต่อวันมากกว่าคนที่ทำงานประจำทำมาทั้งปี ในขณะที่คุณทักษิณ ไม่จำเป็นต้องไปที่บริษัทเลย หรือบิล เกต เจ้าของบริษัทMicrosoft ซึ่งเป็นผู้ผลิตโปรแกรมที่คนทั่วโลกรู้จักเช่น Windows, Microsoft Office ฯลฯ) บิล เกตมีรายได้มากขนาดที่มีคนเคยคำนวณเล่นๆ ว่า “หากบิล เกตทำเงิน 10 เหรียญตกที่พื้น เขาไม่จำเป็นต้องก้มลงไปเก็บก็ได้ เพราะในอีก 1 วินาทีต่อมา บริษัทของเขาก็สามารถทำเงินได้ 10 เหรียญ” ลองคิดดูครับว่า ใน 1 นาทีเขา (บริษัทของเขา) จะทำเงินได้เท่าไร? ใน 1 ชั่วโมงจะทำเงินได้เท่าไร? ถ้า 1 วันเขาจะทำเงินได้มหาศาลแค่ไหน? บิล เกตในวันนี้ไม่จำเป็นต้องไปทำงาน เขาก็มีเงินจากบริษัทของเขาตลอดเวลา การทำเงินแบบคนด้าน B คือการสร้างธุรกิจขึ้นและจ้างให้คนอื่นมาทำงานให้ธุรกิจของเราเติบโต (ก็คือจ้างคนกลุ่ม E และ S มาทำแทนให้เรา) เป็นการทำงานเป็นทีม รายได้ไม่มีขีดจำกัด ข้อจำกัดของการทำเงินแบบ B คือ “ความรู้ทางด้านการเงิน” การเริ่มต้นสร้างธุรกิจต้องใช้ความรู้ทางด้านการเงินเพื่อช่วยควบคุมความ เสี่ยงต่อการขาดทุน หลายๆ คนไม่สามารถก้าวข้ามสู่การเป็นเจ้าของธุรกิจได้ เพราะกลัวเสียเงินนั่นเอง

4.    I  (Investor: นักลงทุน)
    ถ้ารายได้ของเรามาจากการลงทุน เราก็อยู่ในกลุ่ม I คน กลุ่มนี้คือ คนที่มีรายได้จากการใช้เงินทำงานแทนนั่นเอง เช่นการได้รับการดอกเบี้ยหรือการปันผลจากหุ้น รายได้จากค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์ที่เราเป็นเจ้าของ รายได้จากค่าลิขสิทธิ์ (เพลง, สูตรยาต่างๆ ลิขสิทธิ์ทางปัญญา ฯลฯ) โดยที่เราไม่จำเป็นต้องทำงาน เพราะเงินหรือทรัพย์สินของเขาทำงานแทนและทำเงินให้กับเจ้าของตลอดเวลา การทำเงินแบบคนด้าน I คือ มองหาการลงทุนที่สามารถใช้เงินของเรา ออกไปทำงาน สร้างผลตอบแทนที่คุ้มค่ากลับมาให้เรา โดยที่เราไม่ต้องออกไปทำงาน เช่นการลงทุนในหุ้น ตราสารหนี้ หรือพันธบัตร หรืออาจจะลงทุนในกิจการ (บริษัท) ที่คิดว่าน่าจะให้ผลประโยชน์ได้มากข้อจำกัดของการทำเงินแบบ I คือ “ความรู้ทางด้านการเงิน” ผู้ที่เริ่มต้นอาจจะต้องผิดพลาด ล้มเหลวบ้างแต่ทั้งหมดนั้นจะเป็นกลายเป็นประสบการณ์ทำให้มีความเชี่ยวชาญมาก ขึ้น ผู้ที่มีความรู้ในเรื่องการเงินมากเท่าไร จะเป็นผู้ที่ทำเงินได้มากที่สุด และมีความเสี่ยงน้อยที่สุด

จะเห็นได้ว่าการทำเงินในด้าน B และ I จะ เป็นด้านที่ทำเงินได้มาก ในขณะที่เราใช้เวลาในการทำงานน้อยลง

“ตอนนี้เราอยู่ด้านไหนของเงิน 4 ด้าน และครอบครัวของเรา คนรักและญาติๆ ของเราเขามีรายได้จากด้านไหนบ้าง? เมื่อเรารู้แล้วว่าเราอยู่ด้านไหนแล้ว เราต้องการจะอยู่ด้านไหนมากกว่ากัน?”

จากหนังสือ เงินสี่ด้าน ของโรเบิร์ต คิโยซากิ

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร

Posted by admin | 1 | Sunday 10 January 2010 2:35 pm
Tags , , , , , , , , , ,
MLM

ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร ทำไมคนจึงหลั่งไหลเข้าสู่ธุรกิจนี้อย่างมากมาย ?

     ปัจจุบันมีรูปแบบวิธีการดำเนินธุรกิจใหม่ ๆ เกิดขึ้นมากมาย ว่าแต่ว่าคุณจะปฏิเสธที่จะเรียนรู้มันด้วยเหตุผลที่ว่า ไม่เคยได้ยิน ไม่เคยทราบมาก่อน หรือไม่ เมื่อพูดถึงการทำการค้า หลายคนนึกถึงว่าต้องใช้เงินทุนมาก, ต้องจ้างแรงงานจำนวนมาก, ต้องผลิตสินค้า, ต้องมีโรงงาน, ต้องมีทำเลหน้าร้าน ฯลฯ จึงจะทำให้พวกเรา ส่วนใหญ่ ไม่มีโอกาสได้เป็นเจ้าของธุรกิจของตัวเองสักที เพราะขาดเงินทุน ขาดคนมีฝีมือที่ไว้วางใจได้ ณ.วันนี้ธุรกิจที่ทุกคนมีสิทธิ์ทำให้ฝันของตนเป็นจริงได้เกิดขึ้นแล้ว เราเรียกว่า “ธุรกิจเครือข่าย” ธุรกิจเครือข่ายคืออะไร ?

     ธุรกิจเครือข่าย เป็นระบบธุรกิจการตลาดรูปแบบใหม่ที่เปิดโอกาสให้ผู้บริโภคสามารถได้เป็นเจ้า ของธุรกิจที่สร้างรายได้จำนวนมาก โดยไม่ต้องมีความเสี่ยงและไม่ต้องลงทุนเงินเป็นจำนวนมากเหมือนกับการทำ ธุรกิจทั่วๆไป เพียงเริ่มต้นจากการใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดี และเมื่อเกิดความประทับใจในตัวผลิตภัณฑ์ที่ใช้ ก็ทำการแนะนำบอกต่อให้คนที่รู้จักได้ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีนั้นเหมือนกับตนเป็น การโฆษณาแบบปากต่อปาก เมื่อมีการซื้อผลิตภัณฑ์ใช้ตามคำบอกเล่าจากผู้แนะนำ ก็จะทำให้เกิดกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง โดยไม่ต้องผ่านกระบวนการโฆษณาและพ่อค้าคนกลาง เหมือนกับการตลาดแบบเดิม ที่การเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตสู่ผู้บริโภคจะต้องผ่านระบบพ่อค้าคนกลาง ซึ่งเป็นกลุ่มที่ได้รับกำไรถึง 60% จากการจัดส่งสินค้ามาสู่ ผู้บริโภค

     เมื่อเกิดกระบวนการเคลื่อนย้ายสินค้าจากผู้ผลิตไปสู่ผู้บริโภคโดยตรง ทำให้บริษัทเจ้าของผลิตภัณฑ์สามารถประหยัดงบประมาณที่เป็นค่าโฆษณาได้มาก ซึ่งบริษัทจะนำงบค่าโฆษณาที่ประหยัดได้ไปใช้ทำการวิจัย พัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆให้ดีขึ้น เพื่อให้ผู้บริโภคได้มีโอกาสใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีคุณภาพดียิ่งขึ้นอีก ส่วนผลกำไร 60% ของพ่อค้าคนกลางที่ถูกตัดออกมานั้น บริษัทจะนำเงินส่วนนี้มาจัดสรรให้กับผู้บริโภคที่ใช้ดีแล้วทำการบอกต่อกับ ผู้อื่นเป็นลำดับชั้นตามสัดส่วนที่บริษัทกำหนดไว้ ซึ่งจะเห็นได้ว่าในระบบการตลาดแบบเครือข่ายนี้ จะทำให้ผู้บริโภคสามารถมีส่วนแบ่งของรายได้มากถึง 60% ของมูลค่าผลิตภัณฑ์ จากระบบการกระจายสินค้าสู่ผู้บริโภคแบบใหม่ นอกเหนือจากการที่จะต้องเป็นผู้จ่ายเงินซื้อสินค้าเพียงอย่างเดียวในระบบ ธุรกิจแบบเดิม

     โดยการตลาดแบบเครือข่ายผู้บริโภค ที่ใช้วิธีการแนะนำบอกต่อนี้จะมีลักษณะที่พิเศษกว่าการ ตลาดแบบทั่วๆไป คือ ความสามารถในการขยายตัวของจำนวนผู้บริโภคที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นได้แบบไม่จำกัดจำนวน โดยอาศัยเพียงการแนะนำผลิตภัณฑ์จากคน 1 คนแนะนำให้กับคน 2 — 3 คนและแต่ละคนของ 2 — 3 คนบอกต่อกับคน 2 — 3 คนต่อๆไป ก็จะเกิดการขยายตัวของจำนวนผู้บริโภค ในลักษณะพหุคูณเพิ่มขึ้น ไปเรื่อยๆไม่มีที่สิ้นสุด

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

สมัครสมาชิก Unicity ได้อะไรบ้าง

Posted by admin | 1 | Sunday 10 January 2010 1:21 pm
Tags , , , , , , , , , ,

เริ่มต้นธุรกิจ กับ Unicity

เพียงคุณสมัครสมาชิก Unicity 
500 บาท คุณจะได้รับสิทธิประโยชน์ และโอกาสทางธุรกิจ ดังนี้

1. ซื้อผลิตภัณฑ์ในราคาสมาชิก (ราคาส่ง)

2. ส่วนลดพิเศษ สามารถสะสมได้ วันที่ 1-31 ของเดือน

- 5% สำหรับ 101-250 pv

- 10% สำหรับ 251 pv ขึ้นไป

3. รายได้จากการสร้างแฟรนไซส์

- 3% ของทั้งแฟรนไซส์ สำหรับ 100 pv

- 5% ของทั้งแฟรนไซส์ สำหรับ 200 pv

4. รายได้จากแนะนำ Fast Start Bonus(FSB)

- 20% ของFSB(500pv)

5. รายได้จากการขึ้นตำแหน่ง(การขึ้นตำแหน่งใช้เพียงแค่ 3 สายงานเท่านั้น)

- 1% ถึง 5%

6. Easy Ship Program 162

- ซื้อชุดผลิตภัณฑ์ในโปรแกรม Easy Ship ครบ 6  ชุด  แถมฟรี 1 ชุด

7. สามารถเปิดศูนย์จำหน่ายประจำจังหวัด

- 5% จากรายได้ทั้งหมดของศูนย์

8. ชุดเริ่มต้นทำธุรกิจ

- กระเป๋าเอกสารและคู่มือเริ่มต้นทำธุรกิจ

สมัครสมาชิก Unicity ต้องเตรียมอะไรบ้าง ?

1. 500 บาท ตลอดชีพ

2. สำเนาบัตรประชาชน

3. สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารที่มีเลขที่บัญชี(ยกเว้น ธนาคารออมสิน,ธกส)

วิธีสมัครสมาชิก Unicity

สมัครผ่านหน้าเวบไซต์   www.makelifebetter1.com/

1. กรอกแบบฟอร์มใบสมัคร ที่นี่

2. ชำระเงินค่าสมัคร 500 บาท 

3.
ส่งเอกสารเพิ่มเติม(สำเนาบัตรประชาชน และ
สำเนาหน้าสมุดบัญชีธนาคารที่มีเลขที่บัญชี พร้อมเซ็นสำเนาถูกต้อง
และเขียนว่า”ใช้ไนการสมัคร Unicity เท่านั้น”)ภายใน 3 วัน

เลือกเพียง 1 ข้อที่คุณสะดวก

   3.1 FAX: 02-462-7072 (เขียนชื่อ ที่อยู่ และเอกสารการชำระเงินค่าสมัครไว้ที่หัวกระดาษ)

   3.2 E-mail: tonjeja@gmail.com

ดูรายละเอียด

จากร้าน makelife_better

เปิดการค้าสู่คนนับล้านผ่าน E-Marketplace

Posted by admin | 1 | Sunday 13 December 2009 9:18 am
Tags


เปิดการค้าสู่คนนับล้านผ่าน E-Marketplace

      วันนี้ธุรกิจการค้าของคุณ ลูกค้าส่วนใหญ่ยังเป็นแค่คนไทยรึเปล่าถ้าคำตอบคือใช่ .! ผมก็อยากจะแนะนำการก้าวเข้าสู่โลกการค้ากับชาวต่างประเทศ ด้วยวิธีที่ง่ายๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเดินทางไปต่างประเทศ หรือไปหาลูกค้าได้ยากเย็นเท่าไร วิธีง่าย ๆครับ และบางครั้งไม่จำเป็นต้องจ่ายอะไรเลย ก็คือการนำธุรกิจของคุณเข้าสู่ ตลาดนัดออนไลน์ หรือ E-Marketplace ครับ

 

E-Marketplace คืออะไร?

 

 E-Marketplace คือตลาดกลางรวบรวมสินค้าและร้านค้าหรือบริษัท จำนวนมาก เพื่อเป็นสื่อกลางในการซื้อ-ขายสินค้าระหว่างกัน โดยรูปแบบของ E-Marketplace จะเป็นการบริการในรูปแบบของเว็บไซต์ ที่เปิดให้บริการโดย คุณสามารถ “นำข้อมูลธุรกิจและข้อมูลสินค้าคุณ ไปใส่ไว้ใน E-Marketplace เหล่านั้น ได้ในรูปแบบของ การสร้างเว็บไซต์ แค็ตตาล๊อกสินค้า และส่วนใหญ่ใน เว็บไซต์ เหล่านี้จะเป็นแหล่งที่มีคนเข้ามา หาข้อมูลสินค้า อยู่เป็นประจำมากมายในแต่ละวัน เหมือนกับตลาดนัด แต่เป็น ตลาดนัดออนไลน์ขนาดใหญ่ ที่สำหรับ การค้าขายระหว่าง ธุรกิจ กับ ธุรกิจกันเป็นหลัก (B2B – Business to Business)  หรือ การค้าขายแบบ ร้านค้าขายไปยังผู้บริโภค (B2C- Business to Consumer) ซึ่งผู้ที่มา นำข้อมูลมาลงไว้ที่เว็บไซต์เหล่านี้ จะเพิ่มโฮกาส การเจอลูกค้าจากทั่วโลก การได้ออเดอร์สินค้าจากต่างประเทศได้โดยไม่ยาก จากเว็บ E-Marketplace ต่างๆ เหล่านี้  ซึ่งนี้คือเหตุผลว่าทำไม เราถึงต้องนำ ธุรกิจ หรือสินค้าของเรา ไปใส่ไว้ใน E-Marketplace ต่างๆ เหล่านี้ 

โดยส่วนใหญ่แล้วรูปแบบของ E-Marketplace สามารถแบ่งได้หลายรูปแบบ ได้แก่

 

 

ภาพเว็บไซต์ Alibaba.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. ลักษณะของอุตสาหกรรม (Market Industry)

E-Marketplace บางแห่งมีการแบ่งตามลักษณะของอุตสาหกรรม ไว้โดยเฉพาะเพื่อ เป็นแหล่งรวบรวมข้อมูลของธุรกิจในด้านนั้นๆ อย่างละเอียด ทำให้ E-Marketplace ลักษณะนี้มีลักษณะเฉพาะและมีกลุ่มผู้เข้าใช้บริการเฉพาะในอุตสาหกรรมนั้นๆ เช่นwww.farms.com เว็บไซต์ E-Marketplace เฉพาะทางด้านอุตสาหกรรมการเกษตรโดยเฉพาะ หรือwww.foodmarketexchange.com  เว็บไซต์ E-Marketplace ทางด้านอุตสาหกรรมอาหารโดยเฉพาะ ที่ๆ มีสินค้าประเภทอาหารต่างๆ มากมาย ซื้อ-ขายกันทีละมาก ๆ เช่น ข้าว, กุ้ง, อาหารประเภทต่าง ๆ เป็นต้น

 

  1. พื้นที่ที่ให้บริการ (Market Location)

รูปแบบการให้บริการของ E-Marketplace จะแบ่งแยกตามพื้นที่หรือประเทศ ในการให้บริการ โดยส่วนใหญ่จะเป็นตลาดกลางในการการซื้อ-ขายของประเทศหรือในพื้นที่นั้นๆ  เช่น www.BestSme.com เป็น E-Marketplace ของประเทศเกาหลี ที่รวบรวมธุรกิจต่างๆ มากมายของประเทศเกาหลีเอาไว้ , www.bizviet.net เป็น E-Marketplace ของประเทศเวียตนาม, สำหรับตอนนี้ของไทย ก็มีwww.TARADb2b.com ทีี่เปิดเป็นตลาดกลางเ็ปิดโอกาสให้คนไทยสามารถค้าขาย กันได้ในรูปแบบ ค้าส่ง หรือค้าจำนวนมาก และยังเปิดโอกาส สามารถสร้างเว็บไซต์ แค็ตตาล๊อกสินค้าออนไลน์ได้ ฟรี โดยสามารถทำได้ถึง 5 ภาษา ได้แก่ ไทย-จีน-อังกฤษ-ญีปุ่น-เวียตนาม ซึ่งผู้ประกอบการสามารถเ้ข้าไป ขยายธุรกิจไปได้ทั่วโลกได้ทันที

 

ภาพเว็บไซต์ TARADb2b.com

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 

 


  1. ประเภทของการทำธุรกิจ (Business Type)

การแบ่งตามลักษณะของธุรกิจ ว่ามีการค้าในรูปแบบและลักษณะการค้ากับกลุ่มใด เช่น

·        B2C E-Marketplace คือ ตลาดกลางสินค้าระหว่าง ธุรกิจร้านค้า(Business) ตรงไปยังคนทั่วไป (Consumer) โดยรูปแบบของตลาดกลางลักษณะนี้มีลักษณะเหมือนกับเป็น ช๊อปปิ้งมอลล์ (Shopping Mall) ขนาดใหญ่ที่สามารถเข้าไปเลือกซื้อสินค้าจากร้านค้าต่างๆ ภายในมอลล์แห่งนั้นได้ โดยลักษณะการซื้อสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อปลีก หรือซื้อทีละจำนวนไม่มาก ผ่านระบบตะกร้าสินค้า (Shopping Cart)

 

·        B2B E-Marketplace ตลาดกลางสินค้า ระหว่าง ผู้ที่ทำธุรกิจ (Buiness) ด้วยกันเอง โดยลักษณะการค้าขาย จะเป็นการค้าระหว่าง ธุรกิจกับธุรกิจโดยตรง เช่น การซื้อสินค้า หรือ วัสดุการผลิตจากผู้ผลิต เพื่อนำไปแปรรูป หรือนำไปขายยังผู้บริโภคอีกที โดยลักษณะการซื้อสินค้าส่วนใหญ่จะเป็นการซื้อ ทีละมากๆ หรือ ต้องมีการสอบถามราคา (Inquiry) เพื่อนำเสนอราคาในการซื้อ-ขายแต่ละครั้ง โดยจะมีระบบการส่งแบบสอบถามราคา (Inquiry Form) รองรับในการซื้อขายในตลาดลักษณะนี้

 

บริการต่างๆ ใน E-Marketplace

            บริการใน E-Marketplace ส่วนใหญ่จะเป็นบริการที่จะช่วยทำให้การค้าขาย ระหว่างกัน โดยรูปแบบของบริการที่ E-Marketplace ส่วนใหญ่มีให้บริการในแต่ละเว็บไซต์ของตน เช่น

 

  • สารบัญธุรกิจ (Business Directory)
     สารบัญข้อมูล รายชื่อของธุรกิจ แบ่งออกเป็นหมวดหมู่และประเภทต่างๆ เพื่อให้คุณสามารถค้นหา หรือเลือกดูสินค้าหรือบริษัท ที่คุณต้องการได้อย่างง่ายและสะดวก

  • ประกาศความต้องการทางธุรกิจ (Trade Leads)
    คุณสามารถประกาศต้องการซื้อ สินค้า วัตถุดิบหรือต้องการขายสินค้าของคุณ ลงในส่วนนี้ได้ โดยสามารถกรอกรายละเอียดและใส่รูปภาพสินค้าของคุณ ทำให้ผู้ค้า-ขายกับคุณทั่วโลกสามารถเห็นความต้องการของคุณ และทำติดต่อและทำการค้ากับคุณได้โดยตรง 
     
  • บริการจัดทำเว็บไซต์สำเร็จรูป หรือ แค็ตตาล๊อกสินค้าออนไลน์
    คุณสามารถจัดทำเว็บไซต์ ที่มีข้อมูลสินค้า บริการและรายละเอียดของบริษัทของคุณ ได้ด้วยตัวเอง ผ่านบริการจัดทำเว็บไซต์สำเร็จรูป หลังจากคุณได้สร้างเว็บไซต์แล้ว รายชื่อบริษัทและเว็บไซต์ของคุณก็จะถูกนำไปรวบรวมและแยกเป็นหมวดหมู่ไว้ใน สารบัญธุรกิจในเว็บไซต์นั้นๆ โดยภายในเว็บไซต์นี้ จะมีบริการช่วยเหลืออื่น ๆเช่น บริการส่งใบเสนอราคาออนไลน์ (Online Inquiry) เป็นต้น โดยบริการลักษณะนี้ บางแห่งอาจจะเป็นบริการฟรี หรือ เสียเงินตามแต่ละรูปแบบของเว็บไซต์ที่ให้บริการ

 

E-Marketplace ทั่วโลกโดนบุกด้วยตลาดจีน

                ตอนนี้ บริษัทในต่างประเทศ ส่วนใหญ่ ต่างเริ่มนำธุรกิจของตนเข้าสู่การค้าระดับโลก ด้วยการนำธุรกิจตัวเองเข้าสู่ E-Marketplace ชื่อดังๆ ของโลก เช่น www.alibaba.comwww.globalsources.com  และอีกๆ หลายเว็บไซต์  เพื่อที่จะเพิ่มช่องทางในการค้าขายและหาลูกค้าจากประเทศอื่นๆ นอกเหนือจากลูกค้าในประเทศ แต่สิ่งที่ผมเองได้สังเกตุจากการเข้าไปสำรวจตลาด E-Marketplace หลายๆ แห่งในโลกนี้ พบว่าส่วนใหญ่มี รายชื่อบริษัทจากประเทศจีน จะมีอยู่ใน E-Marketplace ที่ต่าง ๆเป็นจำนวนมาก ในทุกอุตสาหกรรม พูดง่ายๆ คือ เปิดไปหน้าไหนก็เจอแต่บริษัทที่มาจากประเทศจีน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงการก้าวและรุกเข้าสู่ตลาดการค้าระดับโลกของประเทศจีน ไปทุกๆ ประเทศทั่วโลก โดยอาศัยช่องทางอินเทอร์เน็ตให้เป็นประโยชน์ และด้วยความได้เปรียบทางด้านต้นทุนการผลิตเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงทำให้บริษัทจากเมืองจีนหลายๆ บริษัทต่างนำธุรกิจของตนกระจาย และขยายรุกออกสู่ตลาดโลกผ่าน E-Marketplace ที่กระจายอยู่ทั่วโลก ได้อย่างรวดเร็ว

 

ถึงเวลาของคนไทยแล้ว พวกเรา “บุก”

                เอาละครับ ถ้าคุณไม่เชื่อผมว่า ตอนนี้คนจีนบุกตลาดโลกไปไหนถึงไหนกันแล้ว ผมก็ขอแนะนำให้ลองเข้าไปที่เว็บไซต์www.alibaba.com แล้วลองเข้าไปดูสินค้าหรือบริการที่อยู่ในประเภทเดียวกับธุรกิจของคุณนะครับ แล้วคุณจะพบว่า สินค้าประเภทเดียวกับคุณ มีบริษัทจากจีนมีสินค้าไปแสดงอยู่ในนั้นเป็นจำนวนมาก ซึ่งแสดงให้เห็นว่า เค้าทำกันอย่างจริงๆ จัง ผมเองมองดูแล้ว “คนไทย” ก็ไม่ได้ด้วยศักยภาพไปกว่าคนจีนเลยครับ แต่เพียงแต่ว่า “โอกาส” ของเราอาจจะน้อยกว่าคนอื่นๆ เท่านั้นเอง ดังนั้น ลองมาสร้างโอกาสทางธุรกิจด้วยวิธีง่าย แต่สามารถเพิ่มศักยภาพทางธุรกิจได้อย่างมหาศาล โดยเริ่มนำธุรกิจของคุณออกสู่ตลาดโลก ผ่านช่องทาง E-Marketplace ที่มีอยู่มากมาย ณ. ขณะนี้ ลองไปดูรายชื่อ E-Marketplace ที่สามารถค้นหาได้ตามเว็บ Search Engine ทั่วไปนะครับ แล้วเริ่มเข้าไปเปิดสู่โลกการค้าระดับโลกด้วยมือของคุณเองง่ายๆ ได้เลยครับ รีบหน่อยครับ ลูกค้านับล้านกำลังรอคุณอยู่

 


ดูรายละเอียด

จากร้าน รองเท้าแฟชั่น ขนาดพิเศษ Bigshoelady

หลากวิธีการเริ่มต้นทำ E-Commerce ที่คุณเลือกได้

Posted by admin | 1 | Sunday 13 December 2009 9:17 am
Tags


หลากวิธีการเริ่มต้นทำ E-Commerce ที่คุณเลือกได้

ในการเริ่มต้นทำ E-Commerce ขายสินค้าผ่านเว็บไซต์ไปยังคนทั่วโลกมีหลายรูปแบบ ท่านสามารถเริ่มต้นได้ด้วยงบลงทุนหลายๆ ขนาด ตั้งแต่เริ่มต้นด้วยไม่ถึงพันบาท จนไปถึง เป็นหลักแสนบาทได้ หรือ จะเริ่มต้นแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องลงทุนอะไรเลยซักบาท ก็สามารถทำได้ โดยทั้งนี้ขึ้นอยู่กับ ขอบเขตและรูปแบบของ E-Commerce ที่คุณต้องการจะทำ ว่ามีรายละเอียดและการตอบสนองต่อธุรกิจคุณได้มากน้อยแค่ไหน โดยรูปแบบของอีคอมเมิร์ซที่สามารถเริ่มต้นได้อย่างง่ายๆ มีหลายรูปแบบได้แก่

 

1. การทำ E-Commerce โดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง

            สำหรับผู้ที่เพิ่งจะเริ่มต้นขายสินค้าออนไลน์ หรือมีสินค้าจำนวนไม่มากและไม่กี่ประเภท คุณสามารถค้าขายในโลกออนไลน์อย่างง่ายๆ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องมีเว็บไซต์ของตัวเองเลย เพราะคุณสามารถนำข้อมูลสินค้าหรือบริการของคุณไปลงประกาศไว้ตามเว็บไซต์ที่ให้บริการ ประกาศซื้อ-ขายสินค้าได้ฟรีๆ (E-Classified) หรือตลาดกลางสินค้า (E-Marketplace)  เช่น www.ThaiSecondhand.com  โดยที่คุณไม่จำเป้นต้องมีหน้าเว็บไซต์เลย เพราะหลังจากคุณลงประกาศข้อมูลลงไปแล้ว คุณก็จะมีหน้าแสดงข้อมูลสินค้าคุณง่ายๆ ของคุณเอง และข้อมูลประกาศสินค้าชิ้นนั้นก็จะแสดงอยู่ใน เว็บไซต์นั้นๆ ซึ่งเว็บไซต์ลักษณะนี้จะมีคนเข้ามาเป็นจำนวนมากหลายแสนคน ทำให้คุณมีโอกาสขายสินค้าออกไปยังกลุ่มคนเหล่านี้ได้ โดยที่คุณไม่จำเป็นต้องเสียค่าใช้จ่ายเลยซักบาท

 

บริการลักษณะนี้เหมาะสำหรับใคร?

-          ผู้เพิ่งเริ่มต้นและอยากทดลองการขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต E-Commerce

-          ผู้ที่มีสินค้าที่ไม่มากและไม่กี่ประเภท

-          ผู้ที่มีเว็บไซต์อยู่แล้วและต้องการทำโฆษณาขายสินค้าของตนให้คนอื่นๆ รู้จักมากขึ้น

 

ข้อดี ของการทำอีคอมเมิร์ซโดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

-          ฟรี.! ไม่มีค่าใช้จ่ายในการเริ่มต้นทำ

-          สะดวก ทำได้ด้วยตัวเองได้ทันที.!

-          เข้าถึงคนนับล้านคนได้ทันที เพราะส่วนใหญ่เว็บลักษณะนี้จะมีคนเข้ามาใช้บริการมากอย่แล้ว

-          ถ้าขยันประกาศ ทุกวัน หรือไปซื้อโฆษณาประกาศค้างเอาไว้เลย ยิ่งมีโอกาสการขายมากขึ้น

 

ข้อเสีย ของการทำอีคอมเมิร์ซโดยที่ไม่ต้องมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

-          เว็บไซต์ลักษณะนี้จะใส่ข้อมูลสินค้าได้ไม่มากจำกัด และใส่ได้ทีละรายการ

-          ต้องเข้ามาลงประกาศอยู่เสมอ เพราะหน้าเว็บไซต์ลักษณะนี้จะมีการเปลี่ยนแปลงข้อมูลอยู่ตลอดเวลา (ทำให้ประกาศสินค้าของคุณหล่นไปอยู่ด้านล่างๆ หรือหายไป ดังนั้นต้องเข้ามาลงประกาศบ่อย ๆเพื่อให้คนเห็นสินค้าของคุณ)

-          ไม่มีชื่อเว็บเป็นของตนเอง ทำให้ลูกค้ากลับมาซื้อสินค้าอีกภายหลังได้ยาก ซึ่งหากมี โดเมนเป็นของตนเองจะสะดวกกว่า

 

 

2. การมีเว็บไซต์ E-Commerce เป็นของตัวเอง

                สำหรับท่านที่มีสินค้าเป็นจำนวนมาก และมีหลายประเภท คุณอาจจะต้องการมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง เพื่อใส่ข้อมูลสินค้าที่มีมากมายหลากหลายประเภท อยู่ในเว็บไซต์คุณ เพราะข้อมูลทั้งหมดจะถูกเก็บไว้อยู่ในเว็บไซต์คุณทั้งหมด เพื่อสะดวกต่อลูกค้าในการเข้ามาค้นหาสินค้าหรือซื้อสินค้าของคุณ

 

ข้อดีของการมีเว็บไซต์ เป็นของตัวเอง

-          มีเว็บไซต์เป็นของตนเอง มีชื่อ URL หรือ Domain เป็นของตนเอง ทำให้จดจำได้ง่าย

-          ใส่ข้อมูลสินค้าได้มาก ลงลึกในรายละเอียดสินค้าแต่ละรายการ

-          สามารถเพิ่มระบบชำระเงินที่สามารถ ชำระเงินผ่านเว็บได้ทันที ผ่านบัตรเครดิตหรือธนาคารโดยตรง

-          ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในสิ่งที่คุณต้องการได้ไม่จำกัด

 

ข้อเสียของการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเอง

-          ต้องมีการจัดทำเว็บไซต์ขึ้นมาก สำหรับของคุณโดยเฉพาะ

-          ต้องคอยมานั่งดูแล บริหาร จัดการ เว็บไซต์ โดยอาจจะต้องจ้างหรือจัดทำเอง

-          บางแห่งต้องมีค่าใช้จ่ายในการจัดทำ

-          บางครั้งต้องทำการประชาสัมพันธ์เว็บไซต์เพื่อให้ลูกค้ารู้จักเว็บไซต์ของเรา (ซึ่งใช้เวลา-ค่าใช้จ่าย)

 

เราสามารถแบ่งรูปแบบของการมีเว็บไซต์เป็นของตัวเองออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ

 

2.1. ใช้เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป

เป็นบริการจัดทำเว็บไซต์ที่เตรียมทุกอย่างไว้พร้อมสรรพสำหรับ การค้าขายผ่านอินเทอร์เน็ต เพราะคุณสามารถจัดทำและบริหารเว็บไซต์นี้ได้ทันที โดยที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เกี่ยวกับภาษาต่างๆ ในการทำเว็บไซต์เลย เพราะทุกอย่างได้เตรียมพร้อมไว้ให้คุณสามารถจัดการเว็บไซต์ได้อย่างง่ายดาย เพียงเข้าไปในระบบ และกรอกข้อมูลสินค้า, ราคา รูปภาพ และรายละเอียดเว็บไซต์ที่คุณต้องการลงไป คลิ๊กๆ ไปตามขั้นตอน เพียงไม่กี่นาทีคุณก็จะได้เว็บไซต์ของคุณเอง ที่พร้อมทำการค้ากับทั่วโลกได้ทันที นับว่าเป็นรูปแบบใหม่ของการจัดทำเว็บไซต์ และสะดวกสำหรับผู้ที่ไม่ความรู้ด้านการทำเว็บไซต์เลย โดย รูปแบบของเว็บไซต์ลักษณะนี้ มีหลายรูปแบบ ได้แก่

 


-          เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปออนไลน์พร้อมใช้ทันที

เป็นรูปแบบเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป ที่ระบบทั้งหมดอยู่บนเว็บไซต์แล้ว คุณสามารถสมัครใช้บริการผ่านเว็บไซต์ได้ทันที และสามารถบริหารข้อมูลสินค้าภายในร้านค้า หรือข้อมูลร้านค้าผ่านเว็บไซต์ได้ทันที ไม่จำเป็นต้องมีการติดตั้ง ซอฟแวร์อะไรพิเศษลงไปในเครื่องของคุณเลย ก็สามารถเริ่มต้นมีเว็บไซต์ได้ทันที บางแห่งมีให้บริการแบบฟรี.! เช่น บริการของเว็บไซต์www.TARADQuickWeb.com หรือบริการแบบเสียเงิน ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับรูปแบบของบริการที่คุณต้องการใช้

 

-          เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปที่ต้องนำมาติดตั้งก่อนใช้

เป็นรูปแบบซอฟแวร์ที่คุณต้องมีการนำมาติดตั้งในเว็บไซต์คุณก่อน ถึงจะสามารถใช้งานและบริหารเว็บไซต์ได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะต้องการ ความรู้ในการติดตั้งซอฟแวร์และระบบฐานข้อมูล (Database) เพื่อเก็บข้อมูลสินค้าต่างๆ ลงในโปรแกรม บางโปรแกรมอาจจะต้องมีการติดตั้งเพื่อเชื่อมโยงกับพื้นที่ๆ เก็บข้อมูลเว็บไซต์ของคุณ (Hosting) มีทั้งในรูปแบบของซอฟแวร์ฟรี เช่น OS commerce (www.oscommerce.com) และซอฟแวร์เสียค่าใช้จ่ายในการนำมาใช้

 

 

 

 

เว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูปเหมาะสำหรับ

-    ผู้ที่ต้องการเริ่มต้น หรือต้องการความสะดวกสะบายในการมีเว็บไซต์

-    ผู้ที่ต้องการจัดการบริหารเว็บไซต์ด้วยตัวเอง

-    มีเวลาทำจัดทำและบริหารเว็บไซต์

 

ข้อดี ของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป.

-    มีค่าใช้จ่ายต่ำ หรือบางแห่งฟรี.! (www.TARAD.com)

-    มีทุกอย่างพร้อมสำหรับการเริ่มต้นทำ E-Commerce เพราะส่วนใหญ่ได้เตรียมบริการทุกอย่างที่จำเป็นในการเริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ซไว้ให้พร้อมทุกอย่างแล้ว

-    สามารถบริหารจัดการร้านค้าได้จากทุกแห่งทั่วโลก ด้วยตัวเอง ขอแค่มีเพียงอินเทอร์เน็ตก็สามารถทำได้ทันที

-    สร้างโอกาสการขายสินค้าได้สูง เพราะเหมือนกับไปเปิดร้านค้าไว้ในห้างขนาดใหญ่ เพราะผู้ให้บริการบางแห่ง เป็นตลาดนัดกลางขนาดใหญ่ (E-Marketplace หรือ E-Shopping Mall) อยู่แล้ว และซึ่งหากคุณเปิดบริการด้วยแล้ว สินค้าในร้านค้าของคุณจะเข้าไปแสดงในตลาดกลาง ซึ่งมีคนเข้ามาจับจ่ายซื้อของเป็นจำนวนมากอยู่แล้ว

 

ข้อเสีย ของเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซสำเร็จรูป.

-    มีค่าใช้จ่าย ในการจัดทำ (ยกเว้นบางแห่งให้บริการฟรี.!)

-    ปรับรูปแบบเว็บไซต์ให้ตรงกับความต้องการของคุณ 100% ไม่ได้ เพราะเป็นรูปแบบที่มีการทำเตรียมพร้อมไว้สำเร็จรูปแล้ว

 

 

 

2.2. การจัดทำเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซโดยพัฒนาขึ้นมาใหม่

เป็นรูปแบบการทำเว็บไซต์ที่มีรูปแบบเป็นไปตามความต้องการของคุณเองเลย เพราะจัดทำเว็บไซต์คุณสามารถควบคุมหรือกำหนดได้ตามความต้องการของคุณทุกประการ ซึ่งคุณสามารถเพิ่มเนื้อหาหรือบริการใหม่ๆ แปลก ที่คุณอาจจะคิดขึ้นมาใหม่ หรือไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน มาอยู่ในเว็บไซต์คุณได้

 

วิธีการจัดทำเว็บไซต์โดยพัฒนาขึ้นมาใหม่มีหลายวิธีได้แก่

 

1.       พัฒนาด้วยตัวคุณเองหรือคนในองค์กรของคุณ

คุณสามารถพัฒนาเว็บไซต์ด้วยตัวเองได้อย่างง่ายดายเพราะเดียวนี้ มีเครื่องมือและซอฟแวร์ต่างๆ ที่ช่วยทำให้การทำเว็บไซต์ของคุณเป็นเรื่องที่ง่ายมากขึ้น รวมถึงความรู้ต่างๆ ที่เกี่ยวกับการทำเว็บไซต์มากมาย ที่คุณสามารถหาศึกษาได้อย่างง่ายดายรอบตัวคุณ ไม่ว่าจะเป็น หนังสือเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ ที่ซึ่งมีอยู่เต็มไปหมดในร้านหนังสือ หรือ ซีดี ที่สอนเกี่ยวกับการทำเว็บไซต์ โดยเป็นวีดีโอสอนการทำเว็บทีละขั้นตอน ซึ่งคุณสามารถเรียนรู้ไปพร้อมๆ กับการทำจริงๆ ได้เลย หรือ แม้แต่ในเว็บไซต์หลายๆ แห่งก็มี ข้อมูลและวิธีสอนการทำเว็บไซต์ อยู่มากมายในอินเทอร์เน็ต ที่คุณสามารถหาอ่านได้อย่างฟรีๆ  ตัวอย่างเว็บไซต์ที่มีข้อมูลการสอนการทำเว็บไซต์ www.ThaiDev.comwww.Sansukhtml.comwww.twebmaster.com เป็นต้น

สำหรบบางบริษัทหรือองค์กร อาจจะมีการจัดให้เจ้าหน้าที่ในองค์กรที่พอจะมีความรู้ในการทำเว็บไซต์ รับหน้าที่ในการดูแลและจัดทำเว็บไซต์ให้ ทั้งนี้เพื่อความสะดวกในการจัดการและบริหารเว็บไซต์ของคุณก็สามารถทำได้

 

 

2.       จ้างผู้เชี่ยวชาญ หรือบริษัทมาพัฒนาให้

หากท่านไม่มีความรู้เกี่ยวกับการทำเว็บ หรือไม่มีเวลามาคอยนั่งพัฒนาเว็บไซต์ให้ได้ตรงกับความต้องการของคุณ คุณก็สามารถ ใช้วิธีหาผู้เชียวชาญหรือบริษัทที่รับทำเว็บไซต์ มาพัฒนาเว็บไซต์ให้กับคุณได้ โดยผู้เชี่ยวชาญหรือบริษัทส่วนใหญ่จะมีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเว็บไซต์อยู่แล้ว ซึ่งรูปแบบของผู้รับพัฒนาเว็บไซต์มีหลายรูปแบบ ได้แก่

 

a.       นักเรียนหรือนักศึกษาที่มีความเชี่ยวชาญ (Student)

เดียวนี้นักเรียนหรือนักศึกษาบางคน เริ่มมีความรู้ความสามารถในการทำเว็บไซต์ตั้งแต่เด็กๆ ท่านสามารถให้นักศึกษาและนักเรียนเป็นผู้พัฒนาเว็บไซต์ให้กับคุณได้ แต่ด้วยการที่ให้เด็กเป็นผู้พัฒนา คุณอาจจะต้องพอมีความรู้ในการพัฒนาเว็บไซต์อยู่บ้าง และต้องพยายามควบคุมเวลาในการพัฒนาเว็บไซต์ด้วยตัวคุณเองอย่างใกล้ชิด

 

ข้อดี ของการให้นักศึกษามาพัฒนาให้

-          ค่าใช้จ่ายในการรับพัฒนามีราคาไม่แพงมากนัก

-          สามารถหานักเรียนนักศึกษาได้ง่าย อาจจะหาจากสถาบันการศึกษาใกล้บ้าน หรือญาติพี่น้องใกล้ตัว

ข้อเสีย ของการให้นักศึกษามาพัฒนาให้

-          รูปแบบของเว็บไซต์อาจจะดูไม่เป็นโปรเฟสชั่นนอลมากนัก

-          ประสบการณ์ในการทำงานและการแก้ปัญหาน้อย

-          อาจมีการบอกเลิกการทำงานหรือการหนีงานเกิดขึ้น (เพราะมีความรับผิดชอบไม่มาก)

 

                              B.            นักพัฒนาอิสระ (Freelancer)

      ท่านสามารถหานักพัฒนาอิสระมาช่วยพัฒนาเว็บไซต์ให้กับคุณได้ โดยลักษณะของนักพัฒนาอิสระหรือฟรีแลนซ์ จะมีความเชี่ยวชาญ ในการพัฒนา แต่อาจจะทำงานอิสระหรือทำงานอยู่ในองค์กรอื่นๆ แต่ใช้เวลานอกการทำงาน มารับพัฒนาเว็บไซต์ให้กับคุณ ซึ่งคุณสามารถหาฟรีแลนซ์ได้ตามเว็บไซต์ต่างๆ เหล่านี้ เช่น www.Rookienet.comwww.Webmaster.or.thwww.ThaiFreelanceBid.com เป็นต้น

 

วิธีการคัดเลือกฟรีแลนซ์มาพัฒนาเว็บไซต์ให้กับคุณ

1.       พยายามหาฟรีแลนซ์หลายๆ เพื่อมาเปรียบเทียบราคาและ รูปแบบของผลงาน

2.       ดูผลงานที่ฟรีแลนซ์ เคยทำมาว่ามีความเชี่ยวชาญตรงกับเว็บไซต์ที่คุณจะให้ทำหรือไม่

3.       ศึกษารูปแบบและเวลาในการทำงานว่าตรงกับความต้องการของคุณหรือไม่?

4.       อาจจะให้ฟรีแลนซ์ ลองร่างคอนเซป์(Concept)  หรือ รูปแบบของเว็บไซต์ ที่จะทำให้คุณเห็นก่อน

5.       กำหนดราคาในการจัดทำและการดูแลเว็บไซต์หลังจากส่งมอบงานแล้ว

6.       อาจจะมีการร่างสัญญาในการทำงานเพื่อที่จะเป็นข้อตกลงร่วมกันในการทำงาน

 

ข้อดี ของการให้นักพัฒนาอิสระเป็นผู้พัฒนาให้

-          มีความเชี่ยวชาญในการพัฒนาเว็บ

-          ผลงานที่ออกมามีความเป็นโปรเฟสชั่นนอล (ไม่ทุกคนนะครับ ต้องเลือกดูดีๆ ก่อน)

-          ราคาสามารถเลือกได้ตามควรต้องการ

 

ข้อเสีย ของการให้นักพัฒนาอิสระเป็นผู้พัฒนาให้

-          บางครั้งอาจจะเกิดการหนีงานเกิดขึ้นได้ (ต้องพยายามดูให้ดี)

-          การแก้ใขงานในครั้งต่อไป อาจจะมีการคิดค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม (หากไม่ได้ตกลงกันไว้ตั้งแต่แรก)

-          ต้องดูความเชี่ยวชาญของแต่คนว่ามีความถนัดด้านใด เพราะหาคนทำไม่ตรงกับงานที่คุณต้องการ อาจจะทำให้งานออกมาไม่ดี

 

                              C.            บริษัทรับจัดทำเว็บไซต์ (Web Development Company)

หากท่านต้องการเว็บไซต์ที่ออกแบบด้วยมืออาชีพ ทั้งในรูปแบบและการให้บริการ ท่านควรจะเลือกใช้บริการกับ บริษัทที่ให้บริการจัดทำเว็บไซต์ เพราะบริษัทเหล่านี้จะมีผู้เชี่ยวชาญ ในการทำเว็บไซต์อีคอมเมิร์ซ โดยเฉพาะ ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการทำ อีคอมเมิร์ซอย่างเต็มรูปแบบและจริงๆ จัง หรือผู้ที่เป็นลักษณะรูปแบบองค์กรขนาดใหญ่ เพราะบริษัทเหล่านี้สามารถ รับทำเว็บไซต์ตามความของคุณได้ทุกรูปแบบ และความต้องการของคุณ พร้อมด้วยประสบการณ์ในการทำงาน ของคุณมีคุณภาพและยังมีความน่าเชื่อถือมากกว่าแบบอื่นๆ เพราะด้วยรูปแบบการทำงานที่เป็นบริษัท

 

ข้อดี ของการให้บริษัทรับจัดทำเว็บไซต์ให้

-          มีความสวยงามตามความต้องการอย่างไร สามารถทำได้ตามความต้องการของคุณ (แต่คนทำต้องทำได้ด้วยนะครับ)

-          สามารถทำงานที่มีความซับซ้อนได้ เช่นการมีโปรแกรมจัดการต่างๆ

-          มีความน่าเชื่อถือและสามารถติดตามงานได้ เพราะมีตัวตนที่แน่นอน

 

ข้อเสีย ของการให้บริษัทรับจัดทำเว็บไซต์ให้

-          มีค่าใช้จ่ายสูง ในจัดทำ หรือดูแลเว็บไซต์

-          ทำการแก้ใขข้อมูลในเว็บไซต์ทำได้ยากและลำบาก เพราะการแก้ไขอาจจะต้องให้บริษัทเป็นผู้แก้ไขให้ ซึ่งอาจจะมีค่าใช้จ่ายอาจมีขั้นตอนที่มากกว่า และอาจจะใช้เวลามาก

 

สรุป

            สำหรับท่านที่อยากจะเริ่มต้นทำอีคอมเมิร์ซ ในการขายสินค้าผ่านอินเทอร์เน็ต อาจเริ่มต้นจาก การนำสินค้าหรือบริการของตนไปประกาศขายในเว็บไซต์ประกาศซื้อ-ขาย ในช่วงเริ่มต้นเพราะไม่ต้องลงทุนและมีค่าใช้จ่ายอะไรเลย พอเริ่มมีลูกค้าสั่งซื้อสินค้าเข้ามามากขึ้น และเริ่มมีสินค้ามากขึ้น การเริ่มขยับไปสู่การมีเว็บไซต์เป็นของตนเอง ในการค้าขาย ซึ่งอาจจะเลือกเป็นแบบเว็บไซต์สำเร็จรูป หรือเว็บที่สร้างขึ้นมาใหม่ เพราะจะสามารถรองรับลูกค้าได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ ในการทำการค้าผ่านช่องทางอินเทอร์เน็ต

 


ดูรายละเอียด

จากร้าน รองเท้าแฟชั่น ขนาดพิเศษ Bigshoelady

Next Page »